หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น10 ที่เที่ยวฮาโกดาเตะ (Hakodate) และกิจกรรมที่คุณไม่ควรพลาด

10 ที่เที่ยวฮาโกดาเตะ (Hakodate) และกิจกรรมที่คุณไม่ควรพลาด

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

ฮาโกดาเตะ (Hakodate) เป็นเมืองขนาดกลางที่ตั้งอยู่ในเกาะฮอกไกโดของประเทศญี่ปุ่น ถ้าวัดจากจำนวนประชากรแล้ว ฮาโกดาเตะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของเกาะ รองจากซัปโปโร และอาซาฮิคาวะครับ

ด้วยความที่มีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจทั้งทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม ทำให้ฮาโกดาเตะเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างมาก ในบทความนี้ผมจึงจะมาเล่าถึงความเป็นมาของฮาโกดาเตะคีร่าวๆ และแนะนำสถานทีท่องเที่ยวเป็นลำดับต่อไปครับ

ความเป็นมาของฮาโกดาเตะ (Hakodate)

ตัวเมืองฮาโกดาเตะตั้งอยู่ตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด พัฒนาการของเมืองจะแตกต่างไปจากส่วนอื่นของเกาะ เพราะชาวญี่ปุ่นเข้ามาบุกเบิกพื้นที่ตรงนี้ก่อนส่วนอื่นครับ

ก่อนที่ชาวญี่ปุ่นเข้ามานั้น ฮาโกดาเตะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมงของชาวไอนุชื่ออุซุเคชิ (Usukeshi) แต่ในปี ค.ศ.1454 ตระกูลโคโนะได้เข้ามาสร้างบ้าน (หรือป้อมปราการขนาดเล็ก) ขึ้นที่นี่ และอาศัยอยู่ถึงเกือบหกสิบปี แต่ถูกชาวไอนุขับไล่ออกไปในปี ค.ศ.1512

หลังจากนั้นอีกสองร้อยกว่าปี ฮาโกดาเตะเป็นสมรภูมิแห่งการช่วงชิงระหว่างชาวไอนุที่อยู่มาก่อน และเหล่าตระกูลพ่อค้าชาวญี่ปุ่นที่พยายามจะแสวงหาผลประโยชน์ที่นี่ จนกระทั่งตระกูลมัตสึมาเอะ (Matsumae Clan) ได้เข้ามาปกครองพื้นที่บริเวณนี้โดยตรง

เมืองฮาโกดาเตะในปัจจุบัน
เมืองฮาโกดาเตะในปัจจุบัน by MIA Studio/ShutterStock

ในปี ค.ศ.1779 รัฐบาลโชกุนโตกุกาวะได้เข้าปกครองเมืองฮาโกดาเตะโดยตรง และได้ส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างมาก ช่วงนี้เองพ่อค้าคนสำคัญอย่างทาคาดายะ คาเฮอิ ได้สร้างศูนย์กลางการค้าขึ้นที่นี่ รวมไปถึงท่าเรืออีกด้วย ภายในเวลาไม่นาน ฮาโกดาเตะก็ได้กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของฮอกไกโดครับ

ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 สหรัฐอเมริกาส่งเรือเข้ามาบีบรัฐบาลโชกุนให้เปิดการค้าขายกับต่างประเทศ ฮาโกดาเตะเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่รัฐบาลโชกุนอนุญาตให้มีการค้าดังกล่าวได้ในปี ค.ศ.1859 นับตั้งแต่บัดนั้น อิทธิพลตะวันตกก็เข้ามาในฮาโกดาเตะ ทำให้พัฒนาการของเมืองต่างจากที่อื่นๆ ครับ

เมืองฮาโกดาเตะ
by Sean Pavone/ShutterStock

อย่างไรก็ดีหกปีหลังจากนั้นได้เกิดสงครามโบชินระหว่างรัฐบาลโชกุนและกลุ่มกบฏที่ต้องการฟื้นฟูอำนาจให้กับจักรพรรดิ ผลที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลโชกุนพ่ายแพ้ กลุ่มผู้สนับสนุนจึงหนีมายังฮาโกดาเตะ และพยายามสถาปนารัฐใหม่ขึ้นในนามสาธารณรัฐเอโซะ (Republic of Ezo) โดยมีฮาโกดาเตะเป็นเมืองหลวงครับ

แต่สุดท้ายรัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นก็เข้าชนะสาธารณรัฐเอโซะได้สำเร็จ ฮาโกดาเตะจึงได้กลับเป็นเมืองท่าที่คับคั่งตามเดิม จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1934 ที่เกิดไฟไหม้ใหญ่ส่งผลให้อาคารต่างๆ ถูกทำลายไปถึง 2 ใน 3 ด้วยกันครับ

เมืองฮาโกดาเตะ
by Kanuman/Shutterstock

เหตุไฟไหม้ทำให้ผู้คนในเมืองลดน้อยลงมาก รัฐบาลญี่ปุ่นจึงใช้ที่นี่เป็นที่คุมขังเชลยศึก ในช่วงสงคราม ช่วงนั้นฮาโกดาเตะมีค่ายกักกันมากถึง 10 แห่งเลยครับ แต่ด้วยความที่มีนักโทษพันธมิตรมาก ตัวเมืองจึงแทบจะไม่โดนทิ้งระเบิดเลยในช่วงสงครามครับ

เมื่อสงครามสงบ การค้าและการประมงได้กลับมาเฟื่องฟูดังเดิม และรวมไปถึงการท่องเที่ยวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสร้างอุโมงค์รถไฟใต้น้ำเชื่อมกับเกาะฮอนชูครับ ปัจจุบันฮาโกดาเตะจึงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่งของฮอกไกโดที่หลายคนเดินทางไปแล้วประทับใจมาก

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปเมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate) ทำอย่างไร?

ฮาโกดาเตะมีสนามบิน เพราะฉะนั้นวิธีการที่เร็วที่สุดคือ บินไปลงฮาโกดาเตะโดยตรงจากเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างโตเกียว นาโกย่า และโอซาก้าครับ

อีกทางเลือกหนึ่งคือนั่ง Tohoku Shinkansen ไปยังอาโอโมริ และต่อ Hokkaido Shinkansen ไป Shin-Hakodate-Hakuto Station แล้วต่อรถไฟ Hakodate Liner เข้าเมืองฮาโกดาเตะครับ ราคาจะสูสีกับการนั่งเครื่องบินครับ แต่ใช้เวลามากกว่าแน่ๆ

จากซัปโปโร

ในกรณีที่คุณอยู่ที่ซัปโปโร คุณจะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นมาอย่างเช่น

  • JR Limited Express JR Hokkaido มีบริการรถไฟ Limited Express Hokuto ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางจากซัปโปโรไปยังฮาโกดาเตะทั้งหมด 3 ชั่วโมงครึ่งครับ
  • รถบัส – รถบัสของ Hokkaido Bus หรือ Hokuto Kotsu มีบริการรถบัสไปฮาโกดาเตะด้วยราคาที่ถูกกว่านั่งรถไฟ แต่ใช้เวลามากกว่าพอสมควร (ประมาณเกือบ 5 ชั่วโมง)
  • เช่ารถ – สำหรับใครที่เช่ารถขับเที่ยวฮอกไกโด และอยู่ที่เมืองท่องเที่ยวอย่าง โอตารุ หรือโนโบริเบทสึ คุณสามารถขับรถมายังฮาโกดาเตะได้ครับ

ข้อมูลส่วนนี้ผมอ้างอิงจาก Travel Hakodate ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของเมืองครับ แต่ก่อนออกเดินทาง ผมแนะนำให้ตรวจสอบที่ต้นทางอีกทีหนึ่ง เพราะว่าเส้นทางรถไฟและรถบัสอาจเปลี่ยนได้ครับ

การสัญจรภายในเมืองฮาโกดาเตะ

ฮาโกดาเตะมีขนส่งสาธารณะให้เลือกใช้ตั้งแต่รถรางและรถบัสครับ ทั้งนี้คุณสามารถซื้อบัตรวันในราคา 600 เยนเพื่อขึ้นรถรางแบบไม่จำกัดได้ ซึ่งจัดว่าคุ้มค่าเพราะรถรางนี้จะพาคุณไปที่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆในเมืองได้แทบทุกแห่งเลยครับ

ที่พัก

สำหรับใครที่ยังไม่ได้หาที่พักในเมือง ผมแนะนำให้อ่านบทความที่พักฮาโกดาเตะน่าจองของผมเพื่อประกอบการพิจารณาครับ

1. ป้อมปราการโกเรียวคาคุ

ป้อมปราการโกเรียวคาคุ (Fort Goryokaku) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองฮาโกดาเตะ ตัวป้อมนั้นเป็นป้อมแบบตะวันตกที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน แต่มีรูปทรงเป็นดาวที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนกับที่ใดในโลกครับ

ป้อมปราการโกเรียวคาคุ (Fort Goryokaku) สถานที่เที่ยวอันดับ 1 ของฮาโกดาเตะ
by Potus/ShutterStock

จุดที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนที่นี่ได้แก่

Goryokaku Tower – หอคอยสูง 107 เมตรที่เป็นจุดชมตัวป้อมที่ดีที่สุด เพราะคุณจะมองเห็นตัวป้อมเป็นรูปดาวอย่างสวยงามมาก (โดยเฉพาะช่วงที่มีซากุระ หรือช่วงกลางฤดูหนาวที่มีการเปิดไฟ) เช่นเดียวกับตัวเมืองและภูเขาฮาโกดาเตะแบบพาโนรามาด้วยครับ

Goryokaku Tower
by Takashi Images/ShutterStock

ค่าขึ้นหอคอยอยู่ที่ 900 เยนครับ (อ้างอิงจากเว็บไซต์ของหอคอย)

Goryokaku Park – ป้อมปราการได้ถูกเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะในปี ค.ศ.1914 ในปัจจุบันที่นี่มีต้นซากุระมากกว่า 1,600 ต้น ซึ่งจะบานสะพรั่งช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ก่ารชมนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เดินชมทั่วไปไปจนถึงพายเรือในคลอง ช่วงกลางคืนที่นี่ก็จะมีการเปิดไฟอีกด้วย เหมาะแต่การกลับมาชมในช่วงกลางคืนครับ

Goryokaku Park
by Shawn.ccf/ShutterStock

Hakodate Magistrate’s Office – ในอดีตที่นี่เคยเป็นศูนย์บัญชาการของป้อมแห่งนี้ แต่ได้ถูกรื้อไปหลังจากสงครามกลางเมืองสงบลง ปัจจุบันอาคารแบบญี่ปุ่นของเดิมได้เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.2010 ซึ่งคุณเข้าไปชมได้ครับ

by moochoolu/ShutterStock

ในช่วงเดือนพฤษภาคม ที่นี่จะมีเทศกาลใหญ่ชื่อ Hakodate Goryokaku Festival ซึ่งชาวเมืองจะสวมใส่เครื่องแต่งกายพื้นเมืองสมัยศตวรรษที่ 19 เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สงครามกลางเมือง และไว้อาลัยให้กับผู้วายชนม์ในช่วงสงครามครับ

2. ภูเขาฮาโกดาเตะ

ภูเขาฮาโกดาเตะ (Mount Hakodate) เป็นภูเขาที่ตั้งตระหง่านเหนือเมืองฮาโกดาเตะ เพราะฉะนั้นเป็นจุดชมวิวมุมสูงของเมืองที่ดีที่สุด เมื่อขึ้นไปแล้ว คุณจะเห็นเมืองฮาโกดาเตะถูกกระหนาบด้วยท้องทะเลทั้งสองด้านครับ

ภูเขาฮาโกดาเตะ ที่เที่ยวฮาโกดาเตะชั้นนำ
by Sean Pavone/ShutterStock

วิธีการขึ้นไปก็ไม่ยากอะไร คุณแค่ขึ้นกระเช้า (Mt.Hakodate Ropeway) ไปแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงจุดชมวิวแล้วครับ ส่วนมากแล้วนักท่องเที่ยวมักจะขึ้นไปชมช่วงเย็น/ค่ำ เพราะจะเห็นวิวที่สวยงามที่สุด โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่แสงไฟจากอาคารต่างๆ จะตัดกับสีขาวของหิมะอย่างงดงามตระการตาครับ

Mt.Hakodate Ropeway
by Makoto_honda/ShutterStock

ค่ากระเช้าไปกลับอยู่ที่ 1,500 เยน ถ้าขาเดียวอยู่ที่ 1,000 เยนครับ

3. เดินเล่นที่ Bay Area

Bay Area (ベイエリア) เป็นที่ตั้งของท่าเรือที่เคยมั่งคั่งของฮาโกดาเตะ ปัจจุบันพื้นที่ตรงนีัได้ถูกเปลี่ยนเป็นถนนคนเดินที่เป็นมีทั้งร้านค้าและร้านอาหารมากมายครับ

Bay Area เมืองฮาโกดาเตะ
by Sean Pavone/ShutterStock

สิ่งที่น่าสนใจในเขตนี้ได้แก่

Kamenori Red Brick Warehouse – อาคารอิฐสีแดงที่เคยเป็นโกดังเก็บสินค้าในช่วงยุคศตวรรษที่ 19 (รูปทรงและสถาปัตยกรรมคล้ายกับที่โยโกฮาม่า) ปัจจุบันอาคารเหล่านี้ได้กลายเป็นร้านอาหารและคาเฟ่สวยๆ ที่คุณสามารถไปชิมอาหารอร่อยๆ พร้อมกับสัมผัสบรรยากาศได้ครับ

Kamenori Red Brick Warehouse
by martinho smart/ShutterStock

ในช่วงกลางคืน ตัวอาคารอิฐจะมีการเปิดไฟ ซึ่งจะให้บรรยากาศที่โรแมนติกทีเดียวครับ

Mashu-Maru – มาชูมารุเป็นเรือเฟอร์รี่ที่เคยรับส่งผู้โดยสารระหว่างฮอกไกโดและฮอนชูจนถึงปี ค.ศ.1988 ปัจจุบันตัวเรือได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งคุณเข้าไปชมได้ บริเวณหัวเรือเป็นจุดชมวิวท่าเรือฮาโกดาเตะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งด้วยครับ

ค่าเข้าชมอยู่ที่ 500 เยน

Hakodate-Meijikan – อาคารอิฐสีแดงสมัยเมจิที่เคยใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์ แต่ในปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์การค้าไปเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถไปถ่ายรูปหรือว่าซื้อของที่ระลึกได้ครับ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีร้านให้เช่ากิโมโนอีกด้วย ซึ่งพนักงานจะช่วยเหลือคุณในเรื่องการสวมใส่ คุณจะได้ใส่ชุดสวยๆ เพื่อถ่ายรูปครับ

Hakodate Kaisen Ichiba – ตลาดอาหารทะเลที่ให้นักท่องเที่ยวได้ลองลิ้มรสซีฟู้ดเลิศรสของเกาะฮอกไกโดครับ

ช่วงคริสต์มาสที่เมืองฮาโกดาเตะ
by f11photo/ShutterStock

บริเวณ Bay Area จะมีการจัดเทศกาลหลายครั้งในแต่ละปี อย่างเช่น Hakodate Christmas Fantasy ที่มีต้นคริสต์มาสที่ประดับประดาอย่างสวยงามยิ่ง และ Hakodate Port Festival เทศกาลเดินพาเหรดขนาดยักษ์ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คนครับ

4. ย่านโมโตมาจิ

อย่างที่ผมได้เล่าไปแล้วว่าฮาโกดาเตะเป็นเมืองท่าที่รับอิทธิพลตะวันตกอย่างสูง ย่านโมโตมาจิ (Motomachi) เป็นหนึ่งในหลักฐานชั้นต้นที่ดีที่สุดที่แสดงถึงช่วงเวลาดังกล่าวครับ

โบสถ์ในคริสตจักรออโธดอกซ์ที่ย่านโมโตมาจิ เมืองฮาโกดาเตะ
by Sean Pavone/ShutterStock

ในอดีตย่านนี้เคยเป็นย่านที่ชาวต่างชาติอาศัยอยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีอาคารที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกหลายแห่ง (อย่างเช่นโบสถ์ในคริสตจักร) และได้รับการบูรณะอย่างสวยงามเรียงรายกันไปตามทางลาด ช่วงกลางคืนก็จะมีการเปิดไฟด้วย ซึ่งน่าไปถ่ายรูปมากเลยครับ

ย่านโมโตมาจิ
by Supachai Panyaviwat/ShutterStock

ถ้าคุณได้มาถึงย่านนี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือชิมไอศกรีม Soft-Serve ที่ทำจากนมชั้นดีของฮอกไกโดที่ถนนมินาโตะกาโอกะ (Minatogaoka Street) ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นถนนไอศกรีม เพราะมีร้านขายไอศกรีมเรียงรายกันไปครับ

5. ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ

ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ (Hakodate Morning Market) เป็นหนึ่งในสามตลาดมีชื่อแห่งฮอกไกโดเคียงคู่กับอีกสองตลาดที่ซัปโปโรและคุชิโระครับ

ปัจจุบันในตลาดเช้ามีร้านค้ากว่า 250 แห่ง ซึ่งขายอาหารทะเลสดๆ ผลไม้เลิศรส (อย่างเช่นเมลอน) ไปจนถึงของที่ระลึกต่างๆ ครับ

อูนิที่ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ
by Ukrit Kaewthong/ShutterStock

นักเดินทางจากทุกสารทิศนิยมมาลิ้มลองข้าวหน้าอาหารทะเลที่ Donburi Yokocho Ichiba ซึ่งเป็นย่านร้านอาหารของตลาด ใครที่รักการกินซูชิหรือซาชิมิ คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

ข้าวหน้าอาหารทะเลที่ตลาดเช้าเมืองฮาโกดาเตะ
by Hooyee78/ShutterStock

อีกหนึ่งกิจกรรมยอดนิยมคือ การตกหมึกครับ พูดง่ายๆ คือคุณจะได้รับเบ็ดเพื่อตกหมึกเป็นๆ ในอ่าง หลังจากตกได้แล้ว เชฟก็นำหมึกตัวนั้นไปทำเป็นซาชิมิให้กับคุณครับ

6. ยุโนะกาวะออนเซ็น

ยุโนะกาวะออนเซ็น (Yunokawa Onsen) ตั้งอยู่ห่างจากฮาโกดาเตะเพียง 5 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นคุณสามารถเดินทางไปได้อย่างง่ายดายด้วยรถรางครับ

จุดเด่นของที่นี่คือสระน้ำร้อนที่คุณจะได้ลงไปแช่ออนเซ็นนั้นจะอยู่ติดทะเลเลย ทำให้คุณฟินสุดๆ เพราะจะได้ชมวิวและสัมผัสลมทะเลไปพร้อมๆ กับผ่อนคลายในน้ำอุ่นๆ ครับ แต่ถ้าไม่อยากแช่ทั้งตัว คุณจะแช่แค่เท้าก็ได้ครับ บ่อแช่เท้ามีอยู่หลายจุดในเมืองออนเซ็นครับ

ลิงหิมะ
by Wiroon R/ShutterStock

ในย่านออนเซ็นนั้นมีสวนชื่อ Hakodate City Tropical Botanical Garden ซึ่งมีลิงหิมะแช่น้ำประมาณ 100 ตัวให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน ประสบการณ์การชมจะคล้ายกับที่นากาโน่ แต่ไปชมง่ายกว่ามากครับ

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือศาลเจ้ายุกุระ (Yukura Shrine) ซึ่งมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และอุทิศให้กับเทพเจ้าที่ปกป้องออนเซ็นแห่งนี้ ในตัวศาลมีประตูแบบโทริอิเรียงรายกันไป และมีบรรยากาศที่ร่มรื่นครับ

7. สวนโอนุมะ

สวนโอนุมะ (Onuma Park) เป็นเขตอุทยานที่ห่างจากฮาโกดาเตะไปแค่ 20 กิโลเมตรเท่านั้น ภายในสวนมีทั้งวิวภูเขา ทะเลสาบ และผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ที่นี่จึงเป็นสถานที่ซึ่งชาวเมืองมักมาทำกิจกรรมกลางแจ้งกันครับ

by Tanya Jones/ShutterStock

ในช่วงที่ไม่มีหิมะนั้น นักท่องเที่ยวมักจะมาตั้งแคมป์ริมทะเลสาบซึ่งมีภูเขาโคมากะตาเกะเป็นฉากหลัง สำหรับสายลุย คุณสามารถพายเรือและขี่จักรยานได้อีกด้วย

Onuma Park ในช่วงฤดูหนาว
by HippoZoom/ShutterStock

แต่ช่วงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ คือช่วงฤดูหนาวครับ เพราะทะเลสาบจะแข็งเป็นน้ำแข็ง คุณจะทำกิจกรรมฤดูหนาวได้อย่างอิสระ อย่างเช่นขับสโนว์โมบิลบนทะเลสาบ ไปจนถึงตกปลาวากาซากิ (เหมือนกับที่คุชิโระ) หรือนั่งรถเทียมสุนัข นอกจากนี้บริเวณใกล้ๆ ยังมีลานสกีที่คุณเล่นได้โดยไม่ต้องไปไกลถึงรุสุซึ หรือนิเซโกะอีกด้วยครับ

8. สวนมิฮาราชิ

สำหรับใครที่ไปเที่ยวฮาโกดาเตะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง คุณควรจะไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวนมิฮาราชิ (Miharashi Park) ครับ

ตัวสวนเป็นแบบญี่ปุ่น และมีอาคารแบบดั้งเดิมที่สวยงามอยู่หลายหลัง ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ต้นไม้ในสวนจะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง สีส้ม สีแดงซึ่งจะสวยงามมาก โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่มีการเปิดไฟให้แสงสว่าง ซึ่งเหมาะกับคู่รักมาเดินชมเป็นที่สุด

9. ชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ

เมืองฮาโกดาเตะมีพิพิธภัณฑ์น่าสนใจอยู่หลายแห่ง อย่างเช่น

Hakodate Jomon Culture Center – พิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวและจัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ จากอารยธรรมสมัยโจมงที่ถูกค้นพบในบริเวณเมืองฮาโกดาเตะ นอกจากนี้ยังมี workshop การทำเครื่องปั้นดินเผาและทำสร้อยคอแบบโบราณให้คุณเข้าร่วมอีกด้วยครับ ค่าเข้าชมอยู่ที่ 300 เยน

Hakodate City Museum of Northern Peoples – พิพิธภัณฑ์ที่อธิบายถึงวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองที่อาศัยในเกาะฮอกไกโดมาตั้งแต่โบราณกาล (อย่างเช่นชาวไอนุ)

10. ลองชิมอาหารเลิศรส

ฮาโกดาเตะนั้นมีอาหารอร่อยๆ อยู่มากมาย เมนูที่คุณควรลิ้มลองได้แก่

by Luke W. Choi/ShutterStock
  • Kaisendon – ข้าวหน้าปลาดิบและซีฟู้ดสดๆ ทั้งนี้ฮอกไกโดเป็นแหล่งที่มีซีฟู้ดอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ
  • Shio Ramen – ชิโอะราเมง หรือราเมงน้ำเกลือของฮาโกดาเตะมีชื่อเสียงโด่งดัง ร้านที่ได้รับความนิยมคือ Ajisai ซึ่งอยู่ใกล้กับป้อมโกเรียวคาคุ และมีสาขาอีกแห่งอยู่ที่ Bay Area ครับ
  • Onuma Beef – เนื้อชั้นยอดที่นำมาทำอะไรก็อร่อย เพราะมีความหวานแทรกในตัวเนื้อ ลองชิมได้ที่ร้านรวงริมทะเลสาบที่สวนโอนุมะครับ

แจกแพลนทริปฮาโกดาเตะฟรี

สำหรับด้านล่างจะเป็นแพลนทริปตัวอย่างที่มีฮาโกดาเตะเป็นส่วนประกอบ ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดไปใช้ในการแพลนทริปของคุณได้ฟรี แต่ต้องตรวจสอบเรื่องวิธีการเดินทางอีกครั้ง เพราะผู้ให้บริการอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ครับ

EXCLUSIVE: สำหรับใครที่มีเวลาน้อยหรือขี้เกียจหาข้อมูล

ในส่วนนี้ ผมได้จัดทำกราฟิกพิเศษที่ละเอียดขี้นกว่า Infographic โดยมีแนะนำโรงแรมที่เหมาะสม เช่นเดียวกับสรุปค่าใช้จ่ายไว้ด้วยแล้ว คุณสามารถดาวน์โหลดจากด้านล่างไปแพลนทริปส่วนตัวได้เลยครับ


Easy Hokkaido – แพลนทริปแบบ 5 วันที่เริ่มต้นที่ซัปโปโรและจบที่ฮาโกดาเตะ และรวมไฮไลท์อื่นๆ ของฮอกไกโดอย่างเช่นทะเลสาบโทยะ และโจซังเคออนเซ็นด้วยครับ

แจกแพลนทริปฟรี Easy Hokkaido

ทริป Basic Hokkaido

References

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!