หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น14 ที่เที่ยวฮาโกเน่ (Hakone) และกิจกรรมน่าสนใจที่คุณไม่ควรพลาด

14 ที่เที่ยวฮาโกเน่ (Hakone) และกิจกรรมน่าสนใจที่คุณไม่ควรพลาด

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

ฮาโกเน่ (Hakone) เป็นเมืองขนาดเล็กในจังหวัดคานากาวะ ด้วยความที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟูจิ-ฮาโกเน่-อิซุ (Fuji-Hakone-Izu National Park) ทำให้ที่นี่เป็นจุดชมความงามของภูเขาไฟฟูจิได้สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ทุกยุคทุกสมัยจึงดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายให้เดินทางมาชมทัศนียภาพของที่นี่สักครั้งครับ

ในบทความนี้ผมจะนำคุณไปรู้จักกับฮาโกเน่อย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเป็นลำดับต่อไปครับ

รู้จักฮาโกเน่ (Hakone)

พื้นที่บริเวณเมืองฮาโกเน่ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าฮาโกเน่ (Hakone Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่สมัยเฮอัน ในช่วงสงครามกลางเมืองช่วงศตวรรษที่ 12 มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะได้เดินทางมาสักการะศาลเจ้าแห่งนี้เพื่อขอพรให้มีชัยเหนือตระกูลไทระ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นโชกุนคนแรกแห่งยุคคามาคุระครับ

ในช่วงยุคเซ็นโกกุ ฮาโกเน่ได้อยู่ในการครอบครองของตระกูลโฮโจแห่งโอดาวาระเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ก่อนที่ตระกูลดังกล่าวจะพ่ายแพ้ต่อฮิเดโยชิครับ

วิวภูเขาไฟฟูจิจากฮาโกเน่
by Aleksandar Todorovic/ShutterStock

ช่วงสมัยเอโดะ เมืองฮาโกเน่ได้เป็นเมืองที่พักสำหรับนักเดินทางไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าหรือผู้แสวงบุญที่เดินทางตามเส้นทางหลวงโทไคโดที่เชื่อมระหว่างเอโดะกับเกียวโต รวมไปถึงเป็นจุดตรวจการของทหารหลวงเพื่อตรวจสอบบัตรผ่าน รวมไปถึงสัมภาระของเหล่านักเดินทางว่าผิดกฎหมายหรือไม่

เมื่อยุคเมจิมาถึง ฮาโกเน่ได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะจากเมืองท่าที่คับคั่งไปด้วยชาวต่างชาติอย่างโยโกฮาม่า รวมไปถึงกรุงโตเกียว แม้แต่องค์จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นเองก็ทรงมีบ้านพักใกล้กับทะเลสาบในฮาโกเน่ครับ

by Ailisa/ShutterStock

ปัจจุบันฮาโกเน่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกควรไปเยี่ยมเยือนครับ

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปเที่ยวฮาโกเน่ (Hakone) ทำอย่างไร?

นักเดินทางส่วนมากเดินทางไปฮาโกเน่จากโตเกียว โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้ครับ

Odakyu Railway – การใช้บริการ Odakyu Railway เป็นตัวเลือกที่ง่ายดายและสะดวกสบายที่สุด เพราะขบวน Limited Express “Romance Car” จะนำคุณจากสถานีชินจูกุไปถึงสถานี Hakone-Yumoto Station โดยตรงโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถใดๆ เลยครับ เวลาที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 80 นาที ส่วนค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2,470 เยนครับ

JR Tokaido Shinkansen – สำหรับใครที่ซื้อบัตร Japan Rail Pass มาแล้ว คุณสามารถนั่ง Tokaido Shinkansen จากสถานีโตเกียวไปยังเมืองโอดาวาระ (ต้องนั่งขบวน Kodama หรือว่าขบวน Hikari บางขบวนเท่านั้น) หลังจากนั้นก็ต่อรถไฟ Hakone Tozan Line ไปยังสถานี Hakone Yumoto Station ครับ

วิธีนี้สามารถใช้กับเมืองที่ Tokaido Shinkansen ผ่านเช่นกันอย่างเช่นนาโกย่า เกียวโต และโอซาก้าครับ นอกจากนี้จริงๆ แล้วคุณอาจจะนั่งรถไฟขบวน Local ของ Tokaido Main Line หรือ Odakyu Line มายังโอดาวาระได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะประหยัดกว่าแต่จะช้ากว่าชินคันเซนมากครับ

รถบัส – มีผู้ให้บริการหลายเจ้าอย่างเช่น Odakyu Bus ที่ให้บริการรถบัสรับส่งจากสถานีชินจูกุหรือสนามบินฮาเนดะไปยังสถานี Shirayuridai หรือ Togendai ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลสาบอาชิ เวลาที่ใช้จะอยู่ที่ 2-3 ชั่วโมงครับ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Japan Bus Online

เช่ารถ – ฮาโกเน่นั้นอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว ดังนั้นนักเดินทางสามารถเช่ารถและขับมาได้โดยที่ใช้เวลาไม่มากนักได้เช่นกัน วิธีนี้เหมาะกับใครที่ไม่ต้องการซื้อ Pass ต่างๆ ครับ

ข้อมูลส่วนนี้ผมอ้างอิงจาก Hakone Tourism Association โปรดตรวจสอบที่ต้นทางอีกครั้งก่อนออกเดินทาง เพราะข้อมูลของรถไฟและรถบัสอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดครับ

การสัญจรในฮาโกเน่ทำอย่างไร?

ฮาโกเน่นั้นมีขนส่งสาธารณะหลายแบบที่คุณใช้งานได้ ตั้งแต่รถบัส รถไฟ เรือ กระเช้า ไปจนถึงเรือและแท็กซี่ ซึ่งคุณสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้บางส่วนด้วยการซื้อพาสต่างๆ ของบริษัท Odakyu โดยมีให้เลือกดังต่อไปนี้ครับ

Hakone Free Pass (เริ่มต้นที่ 6,100 เยนสำหรับ 2 วัน) – รวมรถบัส รถไฟ กระเช้า (Hakone Ropeway) รวมไปถึงล่องเรือ แถมด้วยตั๋วไปกลับชินจูกุ-โอดาวาระครับ (ไม่ใช่ Romancecar) บัตรนี้ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว เพราะนอกจากจะรวมค่าเดินทางแล้ว ยังได้ขึ้นกระเช้าและล่องเรือชมวิวอีกด้วย

อย่างไรก็ดีในกรณีที่คุณมี JR Rail Pass อยู่แล้ว การซื้อพาสแบบไม่รวมตั๋วไปกลับได้ในราคาเริ่มต้นที่ 5,000 เยนสำหรับ 2 วันอาจจะคุ้มค่ากว่าครับ

Fuji Free Pass (9,340 เยนสำหรับ 3 วัน) – เหมือนกับ Hakone Freepass แต่เพิ่มรถไฟและรถบัสในส่วนที่ไม่ได้อยู่ในฮาโกเน่เข้ามาด้วยครับ

ไปเที่ยวฮาโกเน่ช่วงไหนดี?

ฮาโกเน่นั้นสวยงามในทุกฤดู โดยแต่ละช่วงนั้นจะมีไฮไลท์ที่แตกต่างกันออกไปครับ อย่างช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะมีใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมกัน ส่วนในช่วงฤดูหนาว คุณจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิในรูปแบบที่มีหิมะปกคลุมอย่างหนาแน่น ซึ่งสวยงามทีเดียวครับ

ที่พัก

สำหรับใครที่ยังไม่ได้หาที่พัก ผมแนะนำให้อ่านบทความที่พักในฮาโกเน่ดีๆ ของผมเพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

1. Hakone Ropeway

Hakone Ropeway เป็นกระเช้าที่เชื่อมระหว่างสถานี Soun Station และ Togendai Station ซึ่งสถานีหลังนั้นจะอยู่ริมทะเลสาบอาชิ ปัจจุบันกระเช้าแห่งนี้เป็นกระเช้าที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกครับ

Hakone Ropeway
by Zen S Prarom/ShutterStock

กระเช้าหนึ่งตัวนั้นจะนั่งได้ประมาณ 10-18 คน ตลอดสองข้างทางนั้น คุณจะเห็นวิวสวยๆ ของภูเขาไฟฟูจิ ทะเลสาบอาชิ ไปจนถึงหุบเขาโอวาคุดานิได้อย่างชัดเจนและสวยงามมาก นับเป็นประสบการณ์อีกครั้งที่คุณจะจำได้ไม่ลืมแน่นอนครับ

ค่าใช้จ่ายไปกลับจะอยู่ที่ 2,500 เยน แต่ถ้าคุณซื้อ Hakone Free Pass มาแล้วก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มครับ

2. ทะเลสาบอาชิ

ทะเลสาบอาชิ (Lake Ashi) หรืออาชิโนโกะ (Ashinoko) เป็นศูนย์กลางของเขตอุทยาน โดยสภาพภูมิศาสตร์นั้น ตัวทะเลสาบเป็นทะเลสาบหลุมภูเขาไฟ (Caldera Lake) ซึ่งเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใกล้เคียงในช่วงสามพันปีก่อน ปัจจุบันตัวทะเลสาบเป็นจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของฮาโกเน่

ทะเลสาบอาชิ
by yao123/ShutterStock

วิธีการชมวิวที่ดีที่สุดคือนั่งเรือนั่นเอง ซึ่งรวมอยู่แล้วถ้าคุณซื้อ Hakone Free Pass ส่วนราคาซื้อแยกก็อยู่ที่ 800-1,200 เยน (แล้วแต่ว่าขึ้นที่ไหนครับ) อย่างไรก็ดีในการชมนั้นคุณจะต้องพึ่งดวงเช่นกัน เพราะบางครั้งนั้นเมฆและหมอกอาจจะปกคลุมยอดภูเขาไฟฟูจิจนทำให้มองไม่เห็นอะไรเลยครับ

3. ศาลเจ้าฮาโกเน่

ใกล้กับทะเลสาบอาชิเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าฮาโกเน่ (Hakone Shrine) ศาลเจ้าเก่าแก่อายุพันกว่าปีซึ่งเป็นที่นับถือมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าชนชั้นซามูไรครับ อย่างไรก็ดีตัวศาลเจ้าเดิมนั้นไม่ได้หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน เพราะไฟสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างฮิเดโยชิและตระกูลโฮโจในศึกโอดาวาระ ศาลเจ้าที่เห็นอยู่นั้นสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 ครับ

ตามตำนานเล่าว่าศาลเจ้าฮาโกเน่นั้นสถิตดวงวิญญาณและทวยเทพที่ปกปักรักษาภูมิภาคคันโต ปัจจุบันที่นี่จึงเป็นสถานที่สักการะและแสวงบุญ ศาสนิกชินโตนิยมมาสวดขอพรไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ชีวิตคู่ ไปจนถึงการเดินทางให้ปลอดภัยครับ

ศาลเจ้าฮาโกเน่ (Hakone Shrine)
by Joshua Davenport/ShutterStock

หนึ่งในแลนด์มาร์กของศาลเจ้าแห่งนี้คือประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่ริมทะเลสาบอาชิ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันครับ

4. สวนออนชิฮาโกเน่

สวนออนชิฮาโกเน่ (Onshi Hakone Park) เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวของทะเลสาบอาชิและภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามมาก ในอดีตที่นี่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่พำนักขององค์พระจักรพรรดิญี่ปุ่น

สวนออนชิฮาโกเน่
by Atsushi Gando/ShutterStock

อย่างไรก็ดีหลังจากตัวอาคารได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวสองครั้งติดกันภายในเวลาไม่กี่ปี องค์จักรพรรดิจึงได้โปรดให้เปิดเป็นสวนสาธารณะอันร่มรื่นที่มีดอกไม้อันสวยงาม ให้บุคคลทั่วไปและนักท่องเที่ยวเข้าชมได้ครับ

ปัจจุบันด้านในสวนยังมีอาคารที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวัง (Hakone Imperial Villa) ตั้งอยู่ด้วยครับ แต่ตัวอาคารนั้นมีขนาดเล็กและไม่ได้มีของตบแต่งเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งเพราะว่าได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ทำให้สุดท้ายแล้วไม่ได้รับการบูรณะครับ

5. โอวาคุดานิ

โอวาคุดานิ (Owakudani) เป็นพื้นที่ใกล้กับหลุมภูเขาไฟ เพราะฉะนั้นผืนดินบริเวณนี้จะการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างมาก ก่อให้เกิดบ่อร้อน น้ำพุร้อน หลุมซัลเฟอร์ที่จะปล่อยควัน (และกลิ่น) ออกมาทั่วทั้งบริเวณหุบเขาครับ

ปัจจุบันคุณสามารถเดินชมโอวาคุดานิได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย เพราะมีทางเดินที่จำกัดบริเวณเข้าชมได้อย่างชัดเจน แต่แน่นอนว่าไม่ควรเดินออกนอกเส้นทางที่กำหนดเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายได้ครับ

โอวาคุดานิ
by Vladimir Zhoga/ShutterStock

หนึ่งในกิจกรรมที่นิยมที่นี่คือรับประทานไข่สีดำชื่อคุโระ-ทามาโกะ (Kuro-Tamago) ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือไข่ไก่ปกติที่ถูกนำไปต้มในน้ำร้อนที่มีส่วนผสมของซัลเฟอร์ ทำให้เปลือกไข่เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทครับ ตามตำนานเล่าว่ากินไข่ชนิดนี้ไปลูกหนึ่งจะช่วยให้อายุยืนขึ้น 7 ปีครับ แต่โดยส่วนตัวที่ผมได้รับประทานแล้ว ผมมองว่ารสชาติเฉยๆ

ไข่สีดำที่โอวาคุดานิ
by rumraisin/ShutterStock

วิธีการเดินทางไปโอวาคุดานิที่ง่ายที่สุดคือขึ้นกระเช้า Hakone Ropeway แล้วลงที่สถานี Owakudani ครับ

6. Komagatake Ropeway

Komagatake Ropeway เป็นอีกหนึ่งกระเช้าของฮาโกเน่ (ชื่อเหมือนกับที่นากาโน่แต่จริงๆ แล้วคือคนละที่ครับ) โดยจะนำนักเดินทางจากบริเวณริมทะเลสาบอาชิขึ้นไปยังยอดโคมากะตาเกะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดเขาฮาโกเน่ ด้านบนเป็นจุดชมวิวที่เยี่ยมยอดเพราะจะเห็นวิวทะเลสาบอาชิอย่างสวยงาม เช่นเดียวกับภูเขาไฟฟูจิและภูเขาอื่นๆ รายรอบครับ

วิวภูเขาไฟฟูจิจากโคมากะตาเกะ
วิวภูเขาไฟฟูจิจากโคมากะตาเกะ by Meg_Mi_ph/ShutterStock

บริเวณยอดของภูเขานั้นเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าฮาโกเน่แห่งเดิม ก่อนที่จะถูกย้ายไปตั้งใหม่ที่ริมทะเลสาบอาชิเพื่อให้ศาสนิกเข้าถึงได้มากขึ้นครับ แต่ปัจจุบันก็มีศาลเจ้าขนาดเล็กประดิษฐานไว้อยู่

7. ศาลเจ้าฮาโกเน่คุสุริว

ศาลเจ้าฮาโกเน่คุสุริว (Hakone Kuzuryu Shrine) เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโตที่อุทิศให้กับเทพเจ้ามังกรเก้าเศียรที่สิงสถิตอยู่ในบริเวณนี้ ศาสนิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้หญิงนิยมเดินทางมาขอพรเพื่อให้ได้คู่ครองที่ดี แต่ถ้าจะขอสิ่งอื่นอย่างเช่นเรื่องเงินทองและธุรกิจก็ขอได้เช่นกัน

ศาลเจ้าฮาโกเน่คุสุริว
by dokosola/ShutterStock

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่เป็นสายมูห้ามพลาดอย่างยิ่งเลยครับ

8. ชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ

แม้ว่าฮาโกเน่จะมีชื่อเสียงเรื่องทัศนียภาพที่สวยงาม แต่ก็มีพิพิธภัณฑ์ให้ชมอยู่หลายแห่งด้วยกัน อย่างเช่น

Hakone Geo Museum – พิพิธภัณฑ์ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ทางด้านธรณีวิทยาของฮาโกเน่ เช่นเดียวกับให้ความรู้เรื่องภูเขาไฟ ฯลฯ

Hakone Open-air Museum – พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างศิลปะกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน รูปปั้น และผลงานเซรามิกอื่นๆ

Hakone Art Museum – จัดแสดงผลงานเซรามิกจากญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงสมัยเอโดะ บางชิ้นนั้นเรียกได้ว่าเป็นโบราณวัตถุระดับประเทศด้วยครับ

Narukawa Museum of Art – พิพิธภัณฑ์ศิลปะแบบร่วมสมัยที่จัดแสดงผลงานสไตล์นิฮงกะ (Nihonga) ที่ใช้น้ำหมึกจากธรรมชาติลงบนผืนผ้าไหมหรือกระดาษ แต่สิ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากก็เพราะเป็นจุดชมวิวทะเลสาบอาชิและภูเขาไฟฟูจิที่สวยมากจริงๆ ครับ

9. ฮาโกเน่เซกิโช

ฮาโกเน่เซกิโช (Hakone Sekisho) เป็นจุดตรวจการที่เจ้าหน้าที่เคยใช้ตรวจสอบบัตรผ่าน รวมไปถึงทรัพย์สินที่นักเดินทางเดินผ่านทางหลวงโทไคโด ปัจจุบันในบริเวณนี้ยังมีอาคารสไตล์ญี่ปุ่นที่สวยงามตั้งอยู่ ซึ่งติดกับริมทะเลสาบอาชิเลยครับ

ฮาโกเน่เซกิโช
by Ekaterina Pokrovsky/ShutterStock

ปัจจุบันคุณสามารถเข้าชมเพื่อสัมผัสบรรยากาศแบบดั้งเดิมได้ (แต่ตัวอาคารเป็นของสร้างใหม่ที่สร้างเสร็จในปี ค.ศ.2007) นอกจากนี้ถ้าใครชอบเดิน การเดินตามเส้นทางหลวงเก่าแก่ก็อาจจะเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจทีเดียวครับ

10. ทุ่งเซ็นโกกุฮาระ

ทุ่งเซ็นโกกุฮาระ (Sengokuhara Grass Field) เป็นทุ่งหญ้าซุซุกิ (zuzuki grass) ที่จะออกใบสีเขียวเขียวขจีให้ได้ชมกันอย่างสวยงามมากเลยช่วงฤดูร้อน และจะเปลี่ยนสีเป็นสีทองและเงินในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ถ้าคุณชอบเดินป่า ที่นี่จะเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง ชนิดที่ว่ายิ่งเดินยิ่งสวยเลยครับ

ทุ่งเซ็นโกกุฮาระ
by Club4traveler/ShutterStock

เกร็ดที่น่าสนใจคือทุ่งแห่งนี้คือจะมีการเผาหญ้าในทุกๆปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพื่อไม่ให้ต้นไม้อื่นๆ เข้ามารุกล้ำบริเวณทุ่งหญ้า และรักษาพื้นที่ให้หญ้าชนิดนี้ได้กลับมาเจริญงอกงามแบบที่เป็นมาหลายร้อยปีครับ

11. วัดโชอันจิ

วัดโชอันจิ (Choanji Temple) เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใกล้กับเขตเซ็นโกกุฮาระของฮาโกเน่ ตัววัดเป็นวัดพุทธนิกายเซนที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น แต่จุดเด่นของที่นี่คือในบริเวณวัดจะมีรูปปั้นพระอรหันต์ 500 รูปที่มีท่าทาง และรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันครับ

วัดโชอันจิ
by Mayumi.K.Photography/ShutterStock

นอกจากนี้ด้วยความที่ในบริเวณวัดมีต้นไม้ร่มรื่นมาก ที่นี่จึงเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ยอดเยี่ยมอีกแห่งของฮาโกเน่ครับ

12. Hakone Golden Course

Hakone Golden Course หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Hakone Round Course เป็นเส้นทางการชมวิวในฮาโกเน่ที่มีลักษณะเป็นวงกลม โดยจะใช้พาหนะทั้ง 4 รูปแบบเพื่อที่จะได้ชมวิวสวยๆ ของฮาโกเน่แบบครบทุกมุมครับ

ขั้นแรกคุณจะเริ่มต้นการเดินทางที่ Hakone Yumoto ซึ่งเป็นประตูสู่ฮาโกเน่ (ถ้าไปฮาโกเน่ทางรถไฟนั้นจะมาลงที่นี่กันอยู่แล้ว) โดยคุณจะนั่งรถไฟ Hakone Tozan Railway ไปยังสถานี Gora ซึ่งเป็นสถานีปลายทางของทางรถไฟ ตลอดสองเส้นทางนั้นคุณจะได้ชมวิวหุบเขาที่สวยงามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีครับ

ไปที่เที่ยวฮาโกเน่ด้วยการนั่งรถไฟ
by koki0591/ShutterStock

ขั้นที่สองนั่ง Hakone Tozan Cablecar ขึ้นไปยัง Sounzan Station ซึ่งเป็นสถานีต้นทางของ Hakone Ropeway หลังจากนั้นก็ขึ้นกระเช้าไปถึงสถานี Togendai ซึ่งเป็นสถานีริมทะเลสาบอาชิ

ขั้นที่สามล่องเรือชมความงามของทะเลสาบอาชิจนจุใจ หลังจากนั้นก็ลงที่ท่าเรือ Hakone-machi หรือ Moto-Hakone ครับ สำหรับใครที่ชอบเดิน คุณสามารถเดินจาก Hakone-machi ไปยัง Moto-Hakone ได้เช่นกัน โดยจะใช้เวลา 30-45 นาที

ขั้นที่สี่ นั่งรถบัสจาก Moto-Hakone กลับไปยัง Hakone Yumoto เป็นอันปิดฉาก Golden Course อย่างสมบูรณ์

13. สวนโกระ

สวนโกระ (Gora Park) เป็นสวนที่ตั้งอยู่ในเขตโกระของฮาโกเน่ แต่ที่แตกต่างจากสวนทั่วไปในญี่ปุ่นคือ สวนแห่งนี้เป็นสวนสไตล์ฝรั่งเศสแห่งแรกในญี่ปุ่น โดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ.1914 หรือมากกว่าหนึ่งร้อยปีก่อนครับ

สวนโกระ
สวนโกระ by J.M.Lemma/ShutterStock

ภายในสวนมีดอกไม้มากมาย และถูกในจัดเรียงในรูปแบบสมมาตรแบบแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว นอกจากนี้ยังล้อมรอบด้วยวิวสวยๆ ของฮาโกเน่อีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีเวลาเหลือก่อนขึ้นเคเบิลคาร์ การไปชมสวนแห่งนี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยครับ

14. แช่ออนเซ็น

ด้วยความที่เป็นเขตภูเขาไฟ ฮาโกเน่จึงเป็นเมืองที่มีน้ำพุร้อนมากมาย ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้กับที่นี่มาตั้งแต่ในอดีตกาลครับ ในปัจจุบันโรงอาบน้ำในฮาโกเน่ยังเปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ที่ Hakone Yumoto ไปจนถึงริมทะเลสาบอาชิครับ

จุดแข็งของออนเซ็นที่ฮาโกเน่คือ น้ำที่คุณได้อาบนั้นจะไม่ได้ผ่านกระบวนการปรับความร้อนใดๆ ทำให้ยังคงสภาพเหมือนกับที่อยู่ในธรรมชาติแบบ 100% ครับ

ออนเซ็นที่นี่นั้นมีให้เลือกหลายแบบตั้งแต่ในร่มไปจนถึงแบบ outdoor หรือ rotenburo ถ้าเป็นไปได้ผมแนะนำให้ลองแบบ rotenburo สักครั้งครับ เพราะแช่น้ำอุ่นไปชมวิวไปนี่เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสุดๆ จริงๆครับ

References

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!