หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น7 ไฮไลท์อิคาโฮะออนเซ็น (Ikaho Onsen) ที่คุณห้ามพลาด

7 ไฮไลท์อิคาโฮะออนเซ็น (Ikaho Onsen) ที่คุณห้ามพลาด

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

อิคาโฮะออนเซ็น (Ikaho Onsen) เป็นเมืองออนเซ็นในจังหวัดกุนมะ (Gunma) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว และเป็นสถานที่พักผ่อนอันดับต้นๆ ของจังหวัด อิคาโฮะนั้นเป็นออนเซ็นที่มีชื่อเสียงว่ามีขั้นบันไดจำนวนมากถึง 365 ขั้น สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านล่างของภูเขาไฟฮารุนะ (Mt.Haruna) ที่ดับสนิทแล้วครับ

ในบทความนี้ผมจะนำคุณไปรู้จักกับอิคาโฮะออนเซ็นโดยคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมน่าสนใจเป็นลำดับต่อไปครับ

รู้จักอิคาโฮะออนเซ็น (Ikaho Onsen)

อิคาโฮะออนเซ็นเป็นหนึ่งในเมืองออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เพราะปรากฏในหนังสือกาพย์กลอนมันโยชู (Manyoshu) ที่เรียบเรียงในช่วงยุคนารา (ศตวรรษที่ 8) ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงรู้จักที่นี่เป็นเวลานานกว่า 1,200 ปีแล้วครับ

หลังจากนั้นที่นี่ก็มีชื่อเสียงในเรื่องน้ำแร่คุณภาพเยี่ยม โดยน้ำของที่นี่นั้นมีสองแบบด้วยกัน แบบแรกได้แก่ โคกาเนะ โนะ ยุ (Kogane no Yu) ที่ตอนที่ออกจากบ่อใหม่ๆ นั้นจะไม่มีสี แต่สักพักจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง เพราะเกิดปฏิกิริยาเคมีกับอากาศเนื่องจากมีปริมาณแร่เงินจำนวนมาก

ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ ชิโรกาเนะ โนะ ยุ (Shirogane no Yu) ที่มีที่มาจากบ่อน้ำร้อนที่เพิ่งค้นพบใหม่ครับ

อิคาโฮะออนเซ็นมีชื่อเสียงจากการที่มีบันไดกว่า 360 ขั้น บันไดนี้สร้างขึ้นโดยไดเมียวชื่อ ซานาดะ มาซายุกิ เพื่อให้เหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นไปรักษาตัวที่น้ำพุร้อนบนภูเขาได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ ปัจจุบันบันไดที่ว่าก็ยังอยู่ในสภาพดี โดยสองข้างทางนั้นมีโรงอาบน้ำ เรียวกัง ตลอดจนร้านค้าอีกเป็นจำนวนมากครับ

ตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 รัฐบาลญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นของเมืองอิคาโฮะเสียใหม่ โดยให้รวมเข้ากับหมู่บ้านใกล้กันอีกสี่แห่ง เกิดเป็นเมืองใหม่นามว่าชิบุคาวะ (Shibukawa) ครับ

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปอิคาโฮะออนเซ็นทำอย่างไร?

อิคาโฮออนเซ็นนั้นเดินทางไปไม่ยากนั้นจากโตเกียว โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

รถบัส – วิธีนี้จัดว่าซับซ้อนน้อยที่สุด คุณสามารถนั่งรถบัสของ JR Kanto Bus ขบวนที่ไปคุซัทสึออนเซ็น (Kusatsu Onsen) จากสถานีชินจูกุ โดยรถบัสสายนี้จะจอดที่อิคาโฮะออนเซ็นครับ การเดินทางจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งครับ ส่วนราคาก็ถือว่าถูกกว่าตัวเลือกอื่นด้วย เพราะเริ่มต้นที่ 2,300 เยนเท่านั้น

รถไฟ + รถบัส – คุณสามารถนั่งรถไฟ Limited Express Kusatsu จากสถานีอุเอโนะไปยัง Shibukawa Station หลังจากนั้นจะต่อรถบัสเข้าอิคาโฮะออนเซ็นครับ เวลาทั้งหมดแบบไม่รวมช่วงเวลาเปลี่ยนรถจะอยู่ที่ประมาณ 2 ชั่วโมงเศษครับ แต่ราคาจะสูงกว่านั่งรถบัสแน่ๆ

ชินคันเซน + รถไฟ + รถบัส – สำหรับใครที่อยากใช้บริการชินคันเซน คุณสามารถนั่ง Joetsu Shinkansen (Toki บางขบวน Tanigawa ทุกขบวน) หรือ Hokuriku Shinkansen (ขบวน Asama ทุกขบวน และ Hakutaka บางขบวน) ไปยังสถานี Takasaki Station แล้วเปลี่ยนรถไฟท้องถิ่น (JR Joetsu Line หรือ Agatsuma Line) ไปยังสถานี Shibukawa Station แล้วปิดท้ายด้วยนั่งรถบัสเข้าอิคาโฮะออนเซ็นครับ

แม้ว่าวิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาได้บ้าง แต่แพงเกิน 2 เท่าของรถบัสครับ โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าไม่คุ้มค่าเท่าไร ยกเว้นว่าคุณมี JR Rail Pass อยู่แล้ว หรือว่าเดินทางมาจากเมืองอื่นที่ชินคันเซนสองสายนี้ผ่านอย่างเช่น ยูซาวะ (สำหรับ Joetsu Shinkansen) และ คานาซาว่า หรือโทยามะ (สำหรับ Hokuriku Shinkansen)

เช่ารถขับ – อิคาโฮะออนเซ็นอยู่ห่างจากโตเกียวแค่ 130 กิโลเมตรโดยประมาณ เพราะฉะนั้นสามารถเช่ารถและขับไปได้อย่างสบายๆ ครับ

ข้อมูลการเดินทางผมอ้างอิงจาก Visit Gunma (เว็บทางการของการท่องเที่ยวจังหวัดกุนมะ) และ Ikaho Kankou (การท่องเที่ยวเมืองอิคาโฮะ) ผมแนะนำให้ตรวจสอบที่ต้นทางก่อนออกเดินทาง เพราะข้อมูลอาจเปลี่ยนได้ครับ

การสัญจรในอิคาโฮะออนเซ็นทำอย่างไร

อิคาโฮะออนเซ็นเป็นเมืองเล็ก ดังนั้นคุณแทบจะไม่ต้องเดินไปไหนไกลจากสถานีรถบัสครับ แต่ถ้าอยากไปที่เที่ยวบางแห่งที่ออกห่างไปสักหน่อย คุณจะต้องใช้บริการรถบัสครับ

ที่พัก

สำหรับใครที่ยังไม่ได้จองที่พักในเมือง ผมแนะนำให้อ่านบทความที่พักอิคาโฮะออนเซ็นดีๆ ของผมเพื่อช่วยตัดสินใจครับ

1. แช่ออนเซ็น

สำหรับใครที่มาเยี่ยมเยือนอิคาโฮะออนเซ็นนั้น กิจกรรมหลักที่คุณห้ามพลาดโดยเด็ดขาดคือการแช่ออนเซ็นครับ อย่างที่ผมได้อธิบายไปแล้วด้านบน น้ำของอิคาโฮะออนเซ็นนั้นมีแร่เงินสูงมาก แต่ว่าไม่ได้มีความเป็นกรดสูงจนเกินไป ทำให้เป็นมิตรกับเด็กและสตรีอย่างมาก

ชาวญี่ปุ่นนิยมมาแช่น้ำที่นี่มากตั้งแต่ในอดีต เพราะเชื่อกันว่าร่างกายจะได้รับความอบอุ่นจากภายใน รวมไปถึงช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าไปจนถึงเรื่องการไหลเวียนโลหิตครับ

แช่ออนเซ็น
by Benoist/ShutterStock

การแช่ออนเซ็นนั้นสามารถทำได้ ณ เรียวกังที่คุณเลือกจองไว้ แต่ถ้าคุณไม่ได้วางแผนจะพักที่นี่ คุณสามารถใช้บริการของโรงอาบน้ำสาธารณะได้อย่างเช่น

  • Ikaho Rotenburo – ออนเซ็นแบบกลางแจ้งที่เปิดให้คุณชมบรรยากาศสวยๆ พร้อมกับแช่น้ำอุ่นครับ
  • Ikaho Onsen Ishidan no yu
  • Kogane no yu kan

ค่าใช้บริการส่วนมากจะอยู่ที่ 400-700 เยนครับ ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนักถ้าเทียบกับเมืองออนเซ็นชื่อดังอื่นๆ ครับ แต่ถ้าไม่อยากเสียค่าใช้จ่าย คุณสามารถใช้บริการบ่อแช่เท้าที่มีหลายแห่งในบริเวณเมืองครับ

บ่อแช่เท้าที่อิคาโฮะออนเซ็น (Ikaho Onsen)
by lydiarei/ShutterStock

2. ภูเขาฮารุนะ

ภูเขาฮารุนะ (Mt.Haruna) เป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วซึ่งเป็นที่ตั้งของอิคาโฮะออนเซ็น ใกล้กับตัวภูเขามีหลุมที่การเกิดจากการระเบิดของภูเขาตั้งอยู่ รูปทรงของภูเขาในส่วนนี้นั้นมียอดที่เรียบสวยงามเหมือนกับภูเขาไฟฟูจิ ทำให้บางครั้งถูกเรียกว่าฮารุนะฟูจิ (Haruna Fuji) ครับ

ตัวภูเขาเป็นหนึ่งในสามภูเขาชื่อดังแห่งกุนมะครับ นักท่องเที่ยวนิยมมาปีนเขากันที่นี่ เพราะเส้นทางไม่ยากอะไรนัก และมีดอกไม้นับสิบชนิดให้ชมตลอดทางครับ อย่างเช่นลิลลี่ หรือ Japanese azalea เป็นต้น

ภูเขาฮารุนะ
by Q2PHOTOSS/ShutterStock

แต่ถ้าร่างกายไม่พร้อม คุณอาจจะใช้บริการของกระเช้า Harunayama Ropeway (ไปกลับ 950 เยน) ครับ เพราะฉะนั้นเรื่องวิวหายห่วงได้เลยเพราะจะสวยงามมากครับ

ใกล้กับจุดสูงสุดทะเลสาบหลุมภูเขาไฟตั้งอยู่ชื่อว่าทะเลสาบฮารุนะ (Lake Haruna) ซึ่งชาวญี่ปุ่นนิยมมาพายเรือในช่วงฤดูร้อนและตกปลาในทะเลสาบน้ำแข็ง (แบบเดียวกับที่คุชิโระในฮอกไกโด) ในช่วงฤดูหนาวครับ

ทะเลสาบฮารนะ
by Q2PHOTOSS/ShutterStock

บริเวณทะเลสาบนั้นเป็นสถานที่จัดเทศกาลที่น่าสนใจอย่างเช่น ในช่วงเดือนสิงหาคมจะมีเทศกาลดอกไม้ไฟซึ่งใหญ่ที่สุดในเขตคันโตตอนเหนือ ซึ่งรวมแล้วจะมีการจุดดอกไม้ไฟกว่า 3,000 ลูกด้วยกัน

ทะเลสาบฮารุนะในช่วงฤดูหนาว
by siyogistudio/ShutterStock

ส่วนช่วงฤดูหนาวนั้นจะเป็นเวลาของเทศกาลดวงไฟ (Lake Haruna Illumination Festa) ที่จะมีการประดับประดาดวงไฟกว่า 550,000 ดวงริมทะเลสาบ และช่วงกลางคืนจะเปิดไฟทำให้บรรยากาศสวยงามโรแมนติกมากครับ

วิธีการไปที่ง่ายที่สุดคือนั่งรถบัสไปจากสถานีรถบัส Ikaho Bus Terminal ครับ

3. ศาลเจ้าฮารุนะ

ศาลเจ้าฮารุนะ (Haruna Jinja) เป็นศาลเจ้าชินโตที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ โดยตั้งอยู่บนภูเขาฮารุนะครับ ตามตำนานเล่าว่าตัวศาลเจ้ามีอายุอย่างน้อย 1,400 ปี โดยชาวบ้านในยุคนั้นได้ช่วยกันสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพเจ้าแห่งเกษตรกรรม รวมไปถึงเทพเจ้าแห่งเพลิงและสายน้ำครับ

ศาลเจ้าฮารุนะ
by dokosola/ShutterStock

ปัจจุบันที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งชาวญี่ปุ่นนิยมมาขอพร ไม่ว่าจะเป็นขอให้ได้ผลผลิตที่ดี ชีวิตคู่ที่มั่นคงยืนยาว ไปจนถึงความรุ่งโรจน์ในการดำเนินธุรกิจครับ

นอกจากนี้ธรรมชาติรอบๆ ศาลเจ้ายังสวยงามไม่เบา เพราะมีทั้งป่าสนซีดาร์ ไปจนถึนหินและสายน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติครับ

4. ศาลเจ้าอิคาโฮะและบันได 365 ขั้น

ศาลเจ้าอิคาโฮะ (Ikaho Jinja) เป็นศาลเจ้าโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 9 โดยอุทิศให้กับเทพเจ้าแห่งน้ำพุร้อนและยารักษาโรคตามความเชื่อชินโต ในการเดินทางขึ้นมาถึงศาลเจ้าแห่งนี้นั้น แต่เดิมจะต้องเดินขึ้นบันได 365 ขั้นขึ้นมาจากตัวเมืองอิคาโฮะออนเซ็น ตามตำนานเล่าว่าใครที่เดินบันไดหินขึ้นมาถึงศาลเจ้าได้สำเร็จจะได้รับโชคลาภตามที่ปรารถนาครับ

ศาลเจ้าอิคาโฮะ
by daisai/ShutterStock

อย่างไรก็ดีการเดินขึ้นบันไดอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะมีร้านอาหารให้แวะชิมทั้งคาวหวาน และร้านค้าให้แวะซื้อของฝากตลอดทางครับ เผลอๆ คุณอาจจะอิ่มก่อนที่จะขึ้นไปถึงศาลเจ้าด้วยซ้ำไป

by Tanya Jones/ShutterStock

รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเช่นจุดตรวจการอิคาโฮะ (Ikaho Checkpoint) ที่รัฐบาลโชกุนเคยใช้ตรวจสอบนักเดินทางจากกุนมะไปยังนีงาตะ ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่คุณสามารถเข้าไปชมได้ครับ

5. สะพานคาจิคะ

สะพานคาจิคะ (Kajika Bridge) เป็นสะพานสีส้มแดงที่คุณสามารถเดินไปได้หลังจากที่ได้มาเยี่ยมเยือนศาลเจ้าอิคาโฮะเสร็จสิ้นแล้ว ตัวสะพานนั้นอยู่ใกล้น้ำพุร้อนหลักที่มอบน้ำแร่คุณภาพเยี่ยมให้กับเมืองออนเซ็นแห่งนี้มาทุกยุคทุกสมัย

สะพานคาจิคะ
by Amstk/ShutterStock

บริเวณนี้มีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงนั้นจึงสวยงามยิ่ง โดยเฉพาะช่วงค่ำที่มีการเปิดไฟให้ความสว่าง ที่นี่จึงเป็นอีกจุดชมวิวของอิคาโฮะออนเซ็นที่ไม่ควรพลาดทุกประการครับ

6. วัดมิซุซาวะ

วัดมิซุซาวะ (Mizusawa Temple) เป็นวัดพุทธที่อุทิศให้กับองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม หรือคันนงในภาษาญี่ปุ่น ตัววัดนั้นสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยนาราครับ องค์พระประธานของที่นี่คือ พระโพธิสัตว์กวนอิม 11 เศียรพันกร แต่ก็เหมือนกับวัดอื่นๆ ในญี่ปุ่น นั่นคือไม่ได้นำออกมาให้นักท่องเที่ยวได้ชมครับ

วัดมิซุซาวะ
by Ear Iew Boo/ShutterStock

ทว่าสิ่งที่ทำให้ที่นี่โด่งดังไม่ใช่ตัววัด แต่เป็นเหล่าร้านที่ขายมิซุซาวะอุด้ง (Mizusawa Udon) ซึ่งเรียงรายใกล้กับวัด อุด้งของที่นี่เป็นอุด้งเย็นเหนียวหนึบที่เสิร์ฟคู่มากับซอสงาให้จิ้มครับ ใครที่รักอุด้งไม่ควรพลาดจริงๆ เพราะว่าอุด้งของที่นี่เป็นหนึ่งในสามสุดยอดของญี่ปุ่น เช่นเดียวกับอินาอิวะอุด้งแห่งอาคิตะครับ

ยมิซุซาวะอุด้ง
by N_FUJITA/ShutterStock

7. Ikaho Green Bokujo

Ikaho Green Bokujo เป็นฟาร์มที่มีกิจกรรมหลากหลายให้คุณได้เลือกทำ ตั้งแต่ขี่ม้าไปจนถึงให้อาหารสัตว์ รวมไปถึงชมการแสดงต่างๆ (อย่างเช่นสุนัขดูแลฝูงแกะ) และการลองทำไอศกรีมและเนยด้วยสองมือของคุณเองด้วยครับ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีร้านอาหารและร้านค้าที่เคยสินค้าแบบ homemade ให้เลือกชิมและซื่อด้วยเช่นกัน

แกะที่ Ikaho Green Bokujo
by kuriko/ShutterStock

สำหรับค่าเข้านั้นอยู่ที่ 1,500 เยนต่อคนครับ ซึ่งยังไม่รวมกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องจ่ายเพิม (อ้างอิงจากเว็บไซต์ของฟาร์มครับ)

References

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!