หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น7 ที่เที่ยวอิวาคุนิ (Iwakuni) และกิจกรรมน่าสนใจไม่ควรพลาด

7 ที่เที่ยวอิวาคุนิ (Iwakuni) และกิจกรรมน่าสนใจไม่ควรพลาด

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

อิวาคุนิ (Iwakuni) เป็นเมืองขนาดกลางที่ตั้งอยู่ในจังหวัดยามากุจิ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเกาะฮอนชู เกาะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ตัวเมืองเป็นเมืองเก่าแก่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองปราสาทอันยิ่งใหญ่ของตระกูลโมริ ทำให้ร่ำรวยไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาตินั้นก็สวยงาม เพราะฉะนั้นเป็นอีกสถานที่ซึ่งเหมาะต่อการไปเยี่ยมเยือนทั้ง 4 ฤดูครับ

ในบทความนี้จะนำคุณไปรู้จักกับเมืองอิวาคุนิโดยคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำสถานที่น่าสนใจเป็นลำดับต่อไปครับ

รู้จักเมืองอิวาคุนิ (Iwakuni)

สภาพภูมิศาสตร์ของเมืองนั้นอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด โดยตั้งอยู่ริมทะเลภายในเซโตะ และติดกับจังหวัดฮิโรชิม่า ทั้งนี้อิวาคุนิเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโบราณชื่อสุโอะ (Suo Province) โดยพื้นที่บริเวณนี้อยู่ในการครอบครองของตระกูลโฮโจ และโออุจิตามลำดับ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นตระกูลโมริที่เรืองอำนาจสูงสุดในภาคตะวันตกของประเทศ หลังจากมีชัยที่ยุทธการแห่งเกาะมิยาจิม่า

เมืองอิวาคุนิ
by Shejian/ShutterStock

อย่างไรก็ดีตระกูลโมริเลือกข้างเป็นศัตรูกับโตกุกาวะ อิเอยาสึในยุทธการแห่งเซกิกาฮาระที่กิฟุ และเป็นฝ่ายปราชัย พื้นที่ส่วนนี้จึงถูกริบไปมอบให้กับไดเมียวตระกูลคิคคาวะที่มีบทบาทในการตีสกัดกองทัพตระกูลโมริไม่ให้ยกมาสนับสนุนได้ทัน ตระกูลคิคคาวะได้สร้างปราสาทอิวาคุนิขึ้น และปกครองที่นี่สืบต่อมาจนกระทั่งหมดสมัยเอโดะครับ

ในสมัยเมจิ อิวาคุนิได้เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดยามากุจิที่ตั้งขึ้นมาใหม่ และได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดในเวลาต่อมา เช่นเดียวกับเป็นเมืองไม่กี่แห่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมปิโตรเลียมขนาดใหญ่ครับ

เมืองอิวาคุนิในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
by Yudi kristianto/ShutterStock

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปจังหวัดอิวาคุนิ (Iwakuni) ทำอย่างไร?

อิวาคุนินั้นมีสถานีชินคันเซน (Shin Iwakuni Station) เพราะฉะนั้นคุณสามารถนั่ง Sanyo Shinkansen (Hikari และ Kodama เท่านั้น) ไปได้จากเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นที่รถไฟสายนี้ผ่าน ไม่ว่าจะเป็น โอซาก้า ฟุกุโอกะ และโกเบ หรือว่าเมืองรองอย่างคิตะคิวชู (Kokura Station) คุราชิกิ หรือฮิเมจิครับ อย่างไรก็ดีคุณจะต้องนั่งรถบัสเข้าเมืองไปอีกประมาณ 20 นาทีครับ

อีกทางเลือกหนึ่งคือไปลงที่ฮิโรชิม่าแล้วนั่ง local train ไปลงที่ Iwakuni Station ที่อยู่ในเมืองโดยตรง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ JR West ครับ

ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงจาก Iwakuni Kankou ซึ่งเป็นเว็บทางการของการท่องเที่ยวอิวาคุนิครับ

1. สะพานคินไต

สะพานคินไต หรือคินไคเคียว (Kintaikyo) เป็นสัญลักษณ์ของเมือง และหนึ่งในสะพานที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ตัวสะพานเป็นสะพานไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำนิชิคิ (Nishiki River) ในลักษณะของโค้งห้าโค้งที่เรียงรายติดกัน ทำให้มีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์ครับ

ตัวสะพานสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1673 และยังเป็นของเดิมที่สืบเนื่องกันมาจนกระทั่งในปี ค.ศ.1950 ที่สะพานพังลงมาเพราะพลังของธรรมชาติอย่างพายุไต้ฝุ่น ชาวเมืองได้ช่วยสร้างสะพานคินไตกลับคืนมาในสภาพดั้งเดิมอย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน

สะพานคินไต ที่เที่ยวอิวาคุนิ
by Sean Pavone/ShutterStock

ทัศนียภาพบริเวณสะพานนั้นสวยงามมาก เพราะคุณจะได้เห็นขุนเขาที่เหมือนกับเป็นปราการคุ้มครองเมืองอิวาคุนิ เช่นเดียวกับแม่น้ำที่ใสสะอาด และต้นซากุระหลายต้นที่บานสะพรั่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิครับ

นักท่องเที่ยวนิยมมาเดินข้ามสะพานกัน โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่มีการเปิดไฟ แต่การเดินข้ามสะพานนั้นไม่ฟรีครับ ราคาจะอยู่ที่ 310 เยนต่อคน

สะพานคินไต (Kintai Bridge)
by Sean Pavone/ShutterStock

2. ปราสาทอิวาคุนิ

ปราสาทอิวาคุนิ (Iwakuni Castle) เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะช่วงต้น โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พำนักของไดเมียวตระกูลคิคคาวะ แต่หลังจากสร้างได้ไม่กี่ปีก็ถูกรื้อถอน เพราะตามคำสั่งของรัฐบาลโชกุนที่ให้ไดเมียวแต่ละคนมีปราสาทได้เพียงหลังเดียวเท่านั้น ทว่าตระกูลคิคคาวะก็ใช้อาคารบางส่วนเป็นสถานที่พำนักสืบต่อกันมาจนกระทั่งระบบไดเมียวถูกล้มเลิกหลังจากการปฏิวัติเมจิครับ

ปราสาทอิวาคุนิ
by KoreaKHW/ShutterStock

ตัวปราสาทที่เห็นนั้นได้รับการสร้างใหม่ในปี ค.ศ.1962 เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมืองอิวาคุนิ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตัวปราสาทตั้งอยู่บนภูเขาชิโรยามะ ทำให้เมื่อคุณขึ้นมาชมปราสาทแล้ว คุณจะเห็นวิวสวยๆ ของตัวเมืองที่ตั้งอยู่ด้านล่างอย่างชัดเจนครับ

ปราสาทอิวาคุนิ
by stockphoto7/ShutterStock

ในส่วนของการขึ้นไปชมตัวปราสาทนั้นจะมีกระเช้าพาคุณไป ซึ่งสถานีจะอยู่ไม่ไกลจากสะพานคินไตครับ

3. สวนคิคโคะ

สวนคิคโคะ (Kikko Park) หรือคิคโคะโคเอ็นเป็นสวนที่ตั้งอยู่ติดกับสะพานคินไต ในอดีตที่นี่เคยเป็นสถานที่พำนักของไดเมียวตระกูลคิคคาวะที่ปกครองที่นี่ ปัจจุบันในสวนแห่งนี้ก็ยังคงหลงเหลืออาคารแบบดั้งเดิมหลายแห่ง ซึ่งบางแห่งได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุเก่าแก่ของตระกูลคิคคาวะ ผลงานศิลปะพื้นเมือง ฯลฯ

อาคารที่สำคัญที่สุดคือคินุนคาคุ (Kinunkaku Pavilion) ซึ่งเคยเป็นสถานที่ที่ใช้วางแผ่นไม้ที่ศาสนิกอุทิศให้กับศาลเจ้า แต่ในปัจจุบันแผ่นไม้ดังกล่าวนั้นไม่ได้ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ด้วยความที่ตัวอาคารตั้งอยู่ริมน้ำและสวยงาม ทำให้ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองครับ

คินุนคาคุ
by Kapi Ng/ShutterStock

ส่วนด้านหน้าสวนนั้น คุณจะเห็นอนุสาวรีย์ของชายผู้หนึ่งในเครื่องแต่งกายพื้นเมืองตั้งอยู่ เขาคือคิคคาวะ ฮิโรโยชิ ไดเมียวคนที่สามแห่งตระกูลคิคคาวะ ผู้ให้สร้างสะพานคินไตครับ

ส่วนอื่นของตัวสวนคิคโคะได้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองที่จะสวยเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้ผลิเพราะมีต้นซากุระเรียงรายกันไป แถมยังมีน้ำพุอีกด้วย ซึ่งชาวเมืองมักจะนั่งปิกนิกเพื่อผ่อนคลายครับ

สวนคิคโคะ
by pattang/ShutterStock

4. ศาลเจ้าคิคโคะ

ศาลเจ้าคิคโคะ (Kikko Shrine) เป็นศาลเจ้าที่อุทิศให้กับดวงวิญญาณของไดเมียวตระกูลคิคคาวะที่ปกครองที่นี่มาสิบกว่าชั่วคน แม้ว่าจะไม่ได้ใหญ่เท่าศาลเจ้าของตระกูลใหญ่อื่นๆ ของญี่ปุ่น แต่ด้านในก็มีดอกไม้อันสวยงามให้ชม ไม่ว่าจะเป็นซากุระและ azalea ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ไปจนถึง hydrangea ในช่วงฤดูร้อนครับ

ศาลเจ้าคิคโคะ
by mTaira/ShutterStock

5. พิพิธภัณฑ์งูขาว

ใกล้กับสวนแห่งนี้มีพิพิธภัณฑ์งูขาว (White Snake Museum) ตั้งอยู่ ซึ่งจะมีงูสีขาวที่เป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นของอิวาคุนิให้ได้ชมกัน งูที่ว่านี้มีสีขาวอมเหลือง และมีตาสีแดงทับทิม ความยาวของตัวอยู่ที่ประมาณ 1.8 เมตร

พิพิธภัณฑ์งูขาว
by Vassamon Anansukkasem/ShutterStock

ลักษณะนิสัยของมันนั้นค่อนข้างเรียบร้อย เลี้ยงง่าย และไม่เป็นพิษภัยของมนุษย์ อาหารโปรดของมันคือหนูเป็นๆ ดังนั้นในอดีต ชาวเมืองจะพบมันในคลังเก็บข้าวอยู่บ่อยๆ แต่ปัจจุบันจำนวนของพวกมันเหลือน้อยลงไปมากแล้ว ทำให้เป็นสัตว์คุ้มครองของรัฐบาลญี่ปุ่นครับ

ความเชื่อโบราณว่าถ้างูเหล่านี้จะนำโชคลาภมาให้ครับ บ้างยกให้งูขาวเป็นเทพเจ้าแห่งการปกปักรักษาเลยทีเดียว (ใกล้ๆ พิพิธภัณฑ์ก็มีศาลเจ้างูขาวตั้งอยู่ด้วยครับ)

6. นั่งรถไฟชมวิว

สำหรับใครที่อยากชมธรรมชาติรอบเมือง หนึ่งในวิธีการที่น่าสนใจคือการนั่งรถไฟ Nishikigawa Seiryu Line ซึ่งเป็นรถไฟ local train ที่วิ่งระหว่าง Kawanishi Station และ Nishikicho Station

ทั้งนี้สองข้างทางที่คุณจะได้ชมคือ แม่น้ำนิชิคิที่ใสสะอาด เช่นเดียวกับหุบเขาที่มีผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดง ส้ม เหลืองในช่วงฤดูใบไม้ร่วงครับ

7. ชิมอาหารพื้นเมือง

อิวาคุนินั้นมีหลากหลายเมนูที่คุณไม่ควรพลาดลองชิม เมนูอันดับหนึ่งแน่นอนว่าคือ เนื้อทาคาโมริ (Takamori Beef) เนื้อวากิวอันเลื่องชื่อของอิวาคุนิจากสมัยเมจิที่ไม่ว่าจะเอามาทำอะไรก็อร่อย

Iwakuni Sushi
by nicepix/ShutterStock

อีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจคือซูชิอิวาคุนิ (Iwakuni Sushi) ซูชิแบบเป็นชั้นๆ ที่โปะหน้าด้วยรากบัวและปลาสดๆ จากท้องทะเลครับ

References

  • Iwakuni Kankou

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!