หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น5 ที่เที่ยวคิโนซากิออนเซ็น (Kinosaki Onsen) และกิจกรรมที่น่าสนใจ

5 ที่เที่ยวคิโนซากิออนเซ็น (Kinosaki Onsen) และกิจกรรมที่น่าสนใจ

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

คิโนซากิออนเซ็น (Kinosaki Onsen) เป็นหมู่บ้านออนเซ็นชื่อดังที่ตั้งอยู่ในเขตทาจิมะ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเฮียวโกะ ภายในภูมิภาคนี้ร่ำรวยไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ไปจนถึงธรรมชาติ ช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์การเดินทางที่สมบูรณ์แบบครับ

บทความนี้จะนำคุณไปรู้จักกับคิโนซากิออนเซ็นคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเป็นลำดับต่อไปครับ

รู้จักคิโนซากิออนเซ็น (Kinosaki Onsen)

คิโนซากิออนเซ็นและเขตทาจิมะนั้นอยู่ใกล้กับทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan) และยังล้อมรอบไปด้วยขุนเขาอันสวยงามเรียงรายกันไป เกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงามที่เลี่องลือมาตั้งแต่อดีตกาลครับ

บ่อน้ำพุร้อนได้ถูกค้นพบที่คิโนซากิออนเซ็นตั้งแต่เมื่อ 1,300 ปีก่อน และได้เปลี่ยนที่นี่เป็นเมืองพักผ่อนชื่อดังตั้งแต่บัดนั้น ในช่วงนั้นคิโนซากิออนเซ็นและบริเวณโดยรอบเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดทาจิมะที่ปรากฏในหน้าหนังสือโบราณตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 7 ครับ

Kinosaki Onsen (คิโนซากิออนเซ็น)
by Suksamran1985/ShutterStock

ทว่าด้วยความที่อยู่ในจุดที่ห่างไกลจากเมืองสำคัญๆ ของประเทศ (เกียวโต คามาคุระ เอโดะ ฯลฯ) ทำให้พื้นที่ทาจิมะไม่ค่อยเจริญเท่าไรนัก เพราะการเดินทางไม่สะดวกสบาย ในสมัยเอโดะ พื้นที่ส่วนนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนให้ไดเมียวจากสามตระกูลเป็นผู้ปกครองครับ

หลังจากการปฏิวัติเมจิ พื้นที่ทาจิมะได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเฮียวโกะ และสืบเนื่องมาจากถึงปัจจุบันครับ ทุกวันนี้คิโนซากิออนเซ็นได้รับความนิยมอย่างสูงจากชาวญี่ปุ่น สาเหตุหนึ่งคือโรงอาบน้ำหลักทั้ง 7 แห่งเปิดกว้างให้ผู้ที่มีรอยสักเข้าใช้บริการได้ (อ้างอิงจากเว็บทางการของ Kinosaki Onsen) แต่เรียวกังอื่นๆ อาจจะมีกฎที่แตกต่างกันไปครับ

คิโนซากิออนเซ็นในช่วงฤดูหนาว
by mokokomo/ShutterStock

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปคิโนซากิออนเซ็น (Kinosaki Onsen) ทำอย่างไร?

การเดินทางไปคิโนซากิออนเซ็นมีวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้

จากโอซาก้าและเกียวโต

โอซาก้าเป็นเมืองเอกที่คุณสามารถเดินทางไปยังคิโนซากิออนเซ็นได้ง่ายที่สุด โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

  • รถไฟ – มีรถไฟ Limited Express หลายขบวนด้วยกันที่สามารถนำคุณจากโอซาก้าหรือเกียวโตไปยัง Kinosaki Onsen Station เวลาที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง (สำหรับโอซาก้า) อ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บของ JR West ครับ
  • รถบัส – อีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โดยค่าใช้จ่ายและเวลาที่ใช้จะใกล้เคียงกับรถไฟครับ
  • เช่ารถ – สำหรับใครที่เช่ารถเที่ยวอยู่แล้ว (เช่นเช่ามาจากโกเบ) แน่นอนว่าคุณสามารถขับมาเที่ยวคิโนซากิออนเซ็นได้เช่นกัน วิธีนี้ถือว่าดีมากถ้าคุณอยากไปสถานที่เที่ยวอื่นๆ ในพื้นที่ทาจิมะ ซึ่งอาจจะไม่มีรถสาธารณะให้บริการครับ

ในกรณีที่คุณอยู่ที่โตเกียวนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือนั่ง Tokaido Shinkansen ไปลงโอซาก้าและเกียวโต แล้วค่อยเลือกวิธีการไปคิโนซากิออนเซ็นจากด้านบนครับ

สำหรับส่วนอื่นๆ ของทาจิมะนั้น คุณเดินทางไปได้ด้วยการใช้รถไฟท้องถิ่นหรือรถบัสครับ แต่ถ้าเช่ารถมาด้วยจะสะดวกที่สุดครับ

คิโนซากิออนเซ็นมี Onsen Pass หรือไม่?

คิโนซากิออนเซ็นมี Onsen Pass ที่คุณซื้อได้ในราคา 1,500 เยนในโรงอาบน้ำต่างๆ (ถ้าคุณพักที่เรียวกังของที่นี่ คุณจะได้บัตรนี้ฟรี) ซึ่งพอซื้อแล้วคุณจะเข้าใช้บริการของโรงอาบน้ำหลักทั้ง 7 ที่มีชื่อเสียงได้ทุกแห่ง ถ้าเทียบกับค่าบริการหัวละ 700 เยนต่อแห่งแล้ว การซื้อบัตรนี้ถือว่าคุ้มค่าครับ

ที่พัก

เพื่อให้สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ผมแนะนำให้เลือกพักที่คิโนซากิออนเซ็นครับ ซึ่งที่พักแต่ละแห่งนั้นจะแจก Onsen Pass ให้ฟรีอยู่แล้วอีกด้วย

1. แช่ออนเซ็น

คิโนซากิออนเซ็นประกอบด้วยโรงอาบน้ำ 7 แห่งที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่โบราณ โรงอาบน้ำแต่ละแห่งนั้นจะตั้งอยู่บนถนนสายหลักของหมู๋บ้าน และเรียงรายกันไป โดยโรงอาบน้ำทั้ง 7 ประกอบด้วย

คิโนซากิออนเซ็น
by Sanga Park/ShutterStock

Kono-Yu – โรงอาบน้ำที่เก่าแก่ที่สุดในคิโนซากิออนเซ็น ตามตำนานเล่าว่าน้ำพุร้อนที่นี่ถูกค้นพบเมื่อนกกระสาสีขาวตัวหนึ่งกำลังใช้น้ำในบ่อน่ำพุรักษาบาดแผลของมัน ต่อมาได้มีความเชื่อว่าถ้าได้แช่น้ำที่นี่แล้ว ชีวิตการแต่งงานจะมีความสุขและครบถ้วนด้วยความรุ่งโรจน์ ทั้งนี้ออนเซ็นของที่นี่จะเป็นแบบกลางแจ้งครับ

Mandara-Yu – โรงอาบน้ำเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าบ่อน้ำพุของที่นี่มาจากการสวดภาวนาของพระโดจิ-โชนิน ออนเซ็นของที่นี่มีทั้งแบบในร่มและ open-air โดยแบบหลังจะเป็นการแช่ในอ่างเซรามิกครับ

Goshono-Yu – ตามตำนานเล่าว่าการอาบน้ำที่นี่จะช่วยให้คุณเพิ่มโชคในเรื่องความรัก และปกป้องคุณจากภัยที่มาจากไฟ สถาปัตยกรรมของโรงอาบน้ำแห่งนี้งดงามมาก เพราะได้แรงบันดาลใจจากพระราชวังที่เกียวโตครับ

Ichino-Yu – ดูเผินๆ แล้วสถาปัตยกรรมของโรงอาบน้ำแห่งนี้คล้ายกับโรงละครคาบูกิ แต่ตัวออนเซ็นด้านในนั้นมีลักษณะเหมือนกับถ้ำ ซึ่งช่วยให้ผู้แช่รู้สึกผ่อนคลายและได้บรรยากาศอันสงบร่มเย็น ที่นี่ได้รับความนิยมสูงมากในสมัยเอโดะครับ

Yanagi-Yu – โรงอาบน้ำที่เป็นสไตล์ Japanese Modern โดยสร้างด้วยไม้อย่างดี ช่วยให้บรรยากาศด้านในอบอุ่นมาก ตามตำนานเล่าว่าน้ำของที่นี่ช่วยบำรุงร่างกาย (ให้มีลูกได้ง่ายขึ้น) รวมไปถึงช่วยให้หญิงมีครรภ์คลอดบุตรได้อย่างราบรื่น

Jizo-Yu – โรงอาบน้ำที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับโคมไฟญี่ปุ่น ที่นี่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษโดยชาวบ้านท้องถิ่นครับ

Satono-Yu – โรงอาบน้ำที่มีทั้งออนเซ็นแบบญี่ปุ่น และ Turkish Bath ให้บริการ รวมไปถึงซาวน่าสมุนไพร คุณสามารถเห็นวิวมุมสูงของคิโนซากิออนเซ็นได้จากบ่อแช่น้ำกลางแจ้งของที่นี่ครับ

ค่าบริการของแต่ละแห่งจะอยู่ที่ 800 เยนต่อคน แต่คุณจะไม่ต้องเสียค่าบริการถ้ามี Onsen Pass (ไม่ว่าจะซื้อหรือได้ฟรี) ครับ

2. ใส่ชุดยูกาตะเดินเล่นที่ใจกลางหมู่บ้าน

ใจกลางของคิโนซากิออนเซ็นคือโรงอาบน้ำทั้ง 7 แห่งซึ่งสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ตรงกลางของหมู่บ้านยังมีลำคลองไหลผ่าน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเหมือนกับหมู่บ้านญี่ปุ่นที่กาลเวลาไม่ได้เดินไปจากสมัยเอโดะเลยแม้แต่น้อย

ใส่ชุดยูกาตะเดินเล่นที่คิโนซากิออนเซ็น
by CMYK/ShutterStock

เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวจึงนิยมผัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดยูกาตะ และเดินเล่นไปตามคลองเพื่อสัมผัสบรรยากาศแบบเดิมๆ ครับ ทั้งนี้ถ้าคุณพักที่เรียวกัง ทางผู้ให้บริการจะจัดชุดยูกาตะมาให้คุณอยู่ในห้องอยู่แล้วครับ แต่ถ้าไม่ได้พักที่นี่ คุณสามารถไปเช่าได้ที่ร้าน Iroha Yukata ที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงอาบน้ำ Gosho Yu ครับ

3. วัดออนเซ็น

วัดออนเซ็น (Onsen Temple) เป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในคิโนซากิออนเซ็น ตัววัดตั้งอยู่บนภูเขาไดอิชิ และอุทิศให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาหมู่บ้านแห่งนี้ และประทานน้ำพุร้อนที่ช่วยบำรุงสุขภาพมาทุกยุคทุกสมัยครับ

ด้านในวัดประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิม 11 เศียร (หรือจูอิชิเมน คันเซอง โบซาสึ) ซึ่งสร้างขึ้นจากไม้ต้นเดียวกับที่ใช้สร้างรูปปั้นองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมที่วัดฮาเซเดระที่เมืองนาราครับ ด้วยความที่เป็นองค์พระที่เป็นมรดกสำคัญของประเทศ องค์พระจะถูกนำมาเปิดให้ชมทุก 33 ปีเท่านั้นครับ

นอกจากองค์พระองค์นี้แล้ว ในวัดออนเซ็นยังมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ศักดิ์สิทธิ์อีกหลายองค์ อย่างเช่นรูปปั้นพระโดจิ-โชนิน (Dochi Shonin) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ที่สวดมนต์ภาวนาถึง 1,000 วันเพื่อให้น้ำพุร้อนถือกำเนิดขึ้นมาที่คิโนซากิออนเซ็น

ตามความเชื่อของชาวเมืองที่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านคิโนซากิ สิ่งแรกที่ผู้มาเยือนที่นี่ควรจะมาทำคือขึ้นมาสักการะที่วัดออนเซ็นแห่งนี้ เพื่อขอพรให้น้ำพุร้อนช่วยให้อาการเจ็บไข้ได้ป่วยบรรเทาลงไป ในอดีตกิจกรรมนี้เป็นข้อบังคับก่อนที่จะแช่ออนเซ็น (ทางวัดจะมอบจวักให้เพื่อนำไปแสดงกับโรงอาบน้ำว่าคุณได้มาเยือนแล้ว) แต่ในปัจจุบันไม่จำเป็นแล้วแต่อย่างใดครับ

ในวัดจะมีไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดินวางไว้จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้คืออุปกรณ์ช่วยเดินของผู้คนในสมัยโบราณที่ถูกทิ้งไว้ หลังจากที่น้ำพุร้อนของคิโนซากิออนเซ็นช่วยให้พวกเขากลับมาเดินได้เป็นปกติ ทำให้สิ่งของเหล่านี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป

ทั้งนี้คุณสามารถเดินขึ้นวัดออนเซ็นด้วยตัวเอง หรือว่านั่งกระเช้าขึ้นไปก็ได้ครับ

4. Hyogo Park of the Oriental White Stork

นกกระสาสีขาวตะวันออก (Oriental White Stork) หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่าโคอุโนโตริ (Kounotori) เคยเป็นนกที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่ทาจิมะของจังหวัดเฮียวโกะ แต่การทำฟาร์มของชาวบ้านที่ทำให้อาหารของนกชนิดนี้ลดน้อยลง ทำให้นกสูญพันธุ์ไปในญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ.1971

by Marty Oishi/ShutterStock

ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ขอนกกระสาชนิดนี้มาจากรัสเซีย และนำกลับมาเลี้ยงดูอย่างดีที่สวนแห่งนี้ เพื่อเพิ่มประชากรของพวกมันให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันคุณสามารถชมนกกระสาสีขาวตะวันออกได้ที่นี่ ตลอดจนเรียนรู้วิถีชีวิต และกระบวนการต่างๆ ที่ช่วยในการดูแลรักษาไม่ให้กลับไปสูญพันธุ์อีกครับ

5. Kinosaki Marine World

Kinosaki Marine World เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่อยู่ห่างจากคิโนซากิออนเซ็นไปประมาณ 4 กิโลเมตร โดยตั้งอยู่บริเวณหน้าผาริมทะเลญี่ปุ่น ด้านในมีสัตว์ทะเลให้ชมนานาชนิด เช่นเดียวกับโชว์โลมาและแมวน้ำ

ทว่ากิจกรรมที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นการตกปลาอาจิ (Horse Mackerel) ที่พอตกได้แล้ว คุณสามารถขอให้นำไปปรุงอาหารแบบสดๆ ให้คุณรับประทานได้ทันทีครับ ค่าเข้าชมจะอยู่ที่ 2,600 เยนครับ

ใกล้กับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคือหมู่บ้านสึอิยามะ (Tsuiyama) ที่เป็นหมู๋บ้านชาวประมงที่ชาวบ้านยังใช้ชีวิตอยู่แบบเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน คุณจะได้เห็นชาวประมงนำปลาและปูที่จับมาได้จากท้องทะเลขายให้กับผู้ซื้อที่เป็นร้านอาหารและเรียวกังต่างๆ ครับ

References

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!