หน้าแรกUncategorized12 ไฮไลท์น้ำตกไนแอการา (Niagara Falls) ที่ไม่ควรพลาด

12 ไฮไลท์น้ำตกไนแอการา (Niagara Falls) ที่ไม่ควรพลาด

-

ต่อไปบทความของผมจะหาพบได้ยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

น้ำตกไนแอการา (Niagara Falls) เป็นน้ำตกที่น่าจะมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยตั้งอยู่ที่บริเวณชายแดนของประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ตัวน้ำตกได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งอเมริกันชนและชาวต่างชาติครับ

ในฐานะที่เคยไปเยี่ยมเยือนน้ำตกแห่งนี้มาแล้ว ผมมองว่านี่เป็นสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาดทุกประการถ้าคุณมีโอกาสไปเที่ยวฝั่งตะวันออก (East Coast) ของสหรัฐอเมริกาครับ บทความนี้จึงจะนำคุณไปรู้จักกับน้ำตกแห่งนี้อย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำที่ไฮไลท์ที่น่าสนใจเป็นลำดับต่อไปครับ

รู้จักน้ำตกไนแอการา (Niagara Falls)

ในทางธรณีวิทยาแล้ว น้ำตกไนแอการาประกอบด้วยน้ำตกย่อย 3 แห่งที่อยู่ใกล้กันในบริเวณทางตอนใต้ของโตรกไนแอการา โดยน้ำตกทั้งสามประกอบด้วยดังต่อไปนี้

  • Horseshoe Falls หรือ Canadian Falls ซึ่งมีขนาดใหญ่และสูงที่สุด ทำหน้าที่เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกา
  • American Falls – ใหญ่เป็นลำดับที่สอง ตั้งอยู่ในเขตแดนของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • Bridal Veil Falls – เล็กที่สุดในบรรดาน้ำตกทั้งสาม อยู่ในพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา
น้ำตกไนแอการา (Niagara Falls)
Image by Jeff Leonhardt from Pixabay

ทั้งนี้ทั้งสามน้ำตกได้สายน้ำจากแม่น้ำไนแอการา (Niagara River) ที่ได้รับน้ำมาจากสองทะเลสาบใหญ่อย่างทะเลสาบออนตาริโอ (Lake Ontario) และทะเลสาบอีรี (Lake Erie) อีกทีหนึ่ง ปริมาณน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากน้ำตกนั้นเรียกได้ว่ามหาศาล โดยเป็นอันดับ 1 ในทวีปอเมริกาเหนือเลยครับ

สำหรับในแง่มุมทางประวัติศาสตร์แล้วนั้น ชาวยุโรปรู้จักน้ำตกแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 ก่อนที่จะมาได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงศตวรรษที่ 19 นักท่องเที่ยวส่วนมากนิยมไปเที่ยวชมความงาม แต่ก็มีหลายคนที่ไปเล่นกิจกรรมท้าความตายด้วย อาทิเช่นแอนนี่ เอดิสัน เทย์เลอร์ (Annie Edison Taylor) ที่เข้าไปอยู่ในถังเบียร์ แล้วไหลมาตามสายน้ำของน้ำตก ซึ่งเธอรอดชีวิตมาได้แบบปาฏิหาริย์

น้ำตกไนแอการา
by rabesphoto/Flickr/CC by 2.0 DEED

ปัจจุบันแน่นอนว่าความนิยมของน้ำตกไนแอการายังอยู่ในระดับสูง และควรค่าทุกประการต่อการไปเยี่ยมเยือน ไม่ต่างจากแลนด์มาร์กทางธรรมชาติอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกาอย่างเช่นอุทยาน Yellowstone หรือ Yosemite ครับ

ข้อควรทราบ

ไปเที่ยวน้ำตกไนแอการาฝั่งแคนาดาหรือสหรัฐอเมริกาดี?

ถ้าเป็นไปได้ คุณควรไปเที่ยวให้ครบทั้งสองฝั่งครับ เพราะทัศนียภาพจากทั้งสองฝั่งจะสวยแตกต่างกันออกไป แต่แน่นอนว่าคุณจะต้องทำวีซ่าทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ทว่าถ้าให้ผมเลือกฝั่งเดียว แน่นอนว่าควรจะเลือกฝั่งแคนาดาครับ เพราะว่าสวยงามกว่าครับ

ไปเที่ยวช่วงไหนดี?

น้ำตกไนแอการามีสายน้ำหลั่งไหลตลอดทั้งปี แต่บางส่วนอาจจะแข็งเป็นน้ำแข็ง (ยกเว้นบางปีที่แข็งทั้งหมด) อย่างไรก็ดีช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นช่วงที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะว่าหนาวมาก และล่องเรือไม่ได้ครับ แต่ถ้าอยากได้ทิวทัศน์ที่แปลกตาก็อาจจะไปได้ไม่ว่ากัน

ส่วนช่วงที่ได้รับความนิยมที่สุดในหมู่อเมริกันชนจะเป็นช่วงฤดูร้อน (มิถุนายนถึงสิงหาคมครับ) แต่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบฤดูใบไม้ร่วง เพราะจะได้วิวใบไม้เปลี่ยนสีครับ

การเดินทางไปเที่ยวน้ำตกไนแอการาทำอย่างไร?

สำหรับฝั่งอเมริกานั้น ตัวน้ำตกตั้งอยู่ในรัฐนิวยอร์ก (New York) โดยตั้งอยู่ในตำแหน่งเหนือสุดของรัฐ ห่างจากนิวยอร์กซิตี้ 655 กิโลเมตร และบอสตัน 749 กิโลเมตร วิธีไปง่ายที่สุดคือบินไปลงที่สนามบิน Buffalo-Niagara Airport (BUF) หลังจากนั้นเดินทางไปน้ำตกด้วยแท็กซี่ อูเบอร์ หรือรถบัสครับ

อีกวิธีหนึ่งคือนั่งรถบัสจากผู้ให้บริการอย่าง Flixbus ไปจากนิวยอร์กได้ แต่จะใช้เวลามากถึง 9-10 ชั่วโมง แม้ว่าค่าใช้จ่ายโดยรวมจะถูกกว่าเครื่องบินก็ตาม ทั้งนี้ถ้าคุณต้องการจะนั่งรถบัส ผมแนะนำให้นั่งแบบข้ามคืนครับ เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลา และประหยัดค่าโรงแรมไปอีกคืนหนึ่งด้วย

ส่วนฝั่งแคนาดานั้น น้ำตกจะอยู่ห่างจากเมืองใหญ่ของแคนาดาอย่างโตรอนโตแค่ประมาณ 125 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นคุณสามารถนั่งรถบัสของ Flixbus ไปได้ โดยจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง 40 นาทีถึง 2 ชั่วโมงครึ่งครับ

ถ้าเปรียบกันแล้ว ฝั่งแคนาดาจะเดินทางไปง่ายกว่า โดยหลังจากเที่ยวฝั่งแคนาดาเสร็จแล้ว คุณแค่ข้าม Rainbow Bridge ไปยังฝั่งสหรัฐอเมริกาอย่างง่ายดาย (ถ้ามีวีซ่า)

ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงจาก Niagara Falls USA และ Niagara Falls Canada ครับ

ที่เที่ยวและกิจกรรมฝั่งสหรัฐอเมริกา

1. Prospect Point/Observation Tower

Prospect Point เป็นจุดชมวิวที่คุณสามารถชมความสวยงามของน้ำตกไนแอการาได้อย่างสวยงามที่สุดของฝั่งสหรัฐอเมริกา โดยคุณจะได้เห็นสายน้ำอันไหลเชี่ยวของแม่น้ำไนแอการาไหลผ่านโตรก และไหลลงไปสู่น้ำตก American Falls ครับ

สิ่งหนึ่งที่ควรทราบคือ คุณควรจะกลับมาชมวิวที่นี่ในช่วงค่ำ เพราะจะมีการเปิดไฟส่องเข้าไปยังตัวน้ำตก ทำให้สวยงามไม่แพ้ช่วงกลางวันเลยครับ นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลยังมีการจุดดอกไม้ไฟอีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้จากเว็บของเมืองครับ

ใกล้กับ Prospect Point จะมีหอคอยชื่อ Niagara Falls Observation Tower ที่จะเป็นจุดที่คุณสามารถเห็นทั้ง American Falls และ Horseshoe Falls พร้อมกัน แถมคุณยังจะได้เห็นนกหายากอีกหลายชนิด ซึ่งรวมถึงเหยี่ยวเพเรกริน (Peregrine falcons) สัตว์ที่เคลื่อนไหวได้เร็วที่สุดในโลก หรือนกอินทรี Bald Eagle ที่เป็นนกประจำชาติของสหรัฐอเมริกาด้วยครับ

หอคอยแห่งนี้จะมีลิฟต์ที่นำคุณลงไปด้านล่างของโตรก ซึ่งเป็นจุดขึ้นเรือของ Maid of the Mist เช่นเดียวกับนำคุณไปสู่จุดชมวิว Crow’s Nest ที่อยู่ใกล้ชิดกับตัวน้ำตกมากเลยครับ (โดนละอองน้ำได้เลย)

2. Maid of the Mist

Maid of the Mist เป็นกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ของฝั่งอเมริกาอย่างแท้จริง และเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่คุณอาจจะประทับใจที่สุดในทริปอเมริกาทั้งทริปเหมือนกับผมเลยก็เป็นได้ เพราะคุณจะลงเรือเฟอร์รี่แบบสองชั้นเข้าไปชมน้ำตกทั้งสามแบบใกล้ชิดและฟินที่สุด (แต่การันตีได้เลยเรื่องความเปียก แต่ผู้ให้บริการจะแจกเสื้อฝนให้ครับ) นอกจากนี้จะได้เห็นสายน้ำด้านล่างที่มีน้ำไหลเชี่ยวกรากด้วยครับ

Photo by Darran Shen on Unsplash

ค่าเรือจะอยู่ที่ $28.25 แต่จากที่ได้ไปชมมาแล้ว บอกเลยว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ครับ ทั้งนี้เรือจะออกเฉพาะช่วงต้นเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น นอกจากนี้วันหยุดของสหรัฐอเมริกาก็จะไม่มีให้บริการ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่เว็บผู้ให้บริการโดยตรงครับ

3. Cave of the Winds

Cave of the Winds เป็นจุดชมวิวที่ให้บรรยากาศการยืนใต้น้ำตก Bridal Veil Falls น้ำตกที่เล็กที่สุดในบรรดาน้ำตกทั้งสาม แต่พอไปยืนใกล้ๆ แล้วจะใหญ่อลังการมาก ในอดีตจุดนี้เคยมีหินกั้นอยู่ทำให้มีสภาพคล้ายกับถ้ำ แต่ในปัจจุบันได้พังทลายลงไปแล้ว ทว่าชาวเมืองก็ไม่ได้ไปเปลี่ยนชื่อแต่อย่างใดครับ

Cave of the Winds
by bobistraveling/Flickr/CC by 2.0 DEED

โดยในการไปที่จุดชมวิวนี้นั้น คุณจะต้องสวมใส่เสื้อกันฝนเช่นเดิม หลังจากนั้นก็ลงลิฟต์ลงไป แล้วเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ภายในไม่นานก็จะถึงครับ แต่อาจจะต้องระวังลื่นด้วยครับ เพราะบริเวณนั้นจะเปียกตลอดเวลาครับ ก

ก่อนที่คุณลงไปที่จุดชมวิว คุณอาจจะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กชื่อ The World Change Here Pavilion ที่นำเสนอสื่อแบบ multimedia ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำตกไนแอการาครับ

ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ $21 แต่กำลังจะปรับลดลงเหลือ $14 หลังวันที่ 21 ตุลาคม 2024 ครับ

4. Aquarium of Niagara

Aquarium of Niagara เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยาน โดยมีสัตว์น้ำให้ชมถึง 120 สปีชีส์ด้วยกัน และรวมแล้วกว่า 1,500 ตัว ไม่ว่าจะเป็นนกเพนกวิน ฉลาม และปลาอื่นๆ มากมาย จุดเด่นของที่นี่คือจะมีการใช้สื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจชีวิตสัตว์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นครับ

ในส่วนของค่าเข้าชมจะอยู่ที่ $19.95 ครับ

5. เดิน Hiking

สำหรับใครที่ชอบเดิน hiking ในฝั่งอเมริกานั้นมีหลายเส้นทางให้คุณได้เลือกเดินด้วยกัน โดยส่วนมากจะเป็นเส้นทางสั้นๆ ที่เดินไม่ยากนักประมาณ 1-2 ชั่วโมง อย่างเช่น Great Gorge Scenic Overlook Hike ที่พาคุณไปชมโตรกไนแอการาอันสวยงามครับ

อย่างไรก็ดีเส้นทางที่โหดกว่านั้นก็มีเช่นกันอย่างเช่น Whirlpool Rapids Adventure Hike ที่ใช้เวลา 3 ชั่วโมง และมีจุดที่อาจจะต้องปีนป่ายหรือกระโดดข้ามหินครับ

หลังจากที่เดินมาเหนื่อยๆ คุณอาจจะกลับไปทานอาหารที่ Top of the Falls Restaurant ที่มีหน้าต่างบานใหญ่แบบ floor-to-ceiling ให้ชมวิว พร้อมๆ กับรับประทานแสนอร่อยที่ทำจากวัตถุดิบชั้นดีจากรัฐนิวยอร์กครับ

ที่เที่ยวและกิจกรรมฝั่งแคนาดา

6. Skylon Tower

Skylon Tower เป็นหอคอยที่สูงถึง 159 เมตร และตั้งตระหง่านอยู่เหนือน้ำตกไนแอการา เพราะฉะนั้นเป็นจุดที่ดีที่สุดถ้าคุณอยากเก็บภาพวิวมุมสูงของน้ำตกแบบพาโนรามา โดยคุณสามารถชมวิวทั้งแบบในร่มและกลางแจ้ง เช่นเดียวกับรับประทานอาหารในร้านอาหารที่หมุนไปรอบๆ ได้ เพื่อให้สัมผัสความฟินแบบครบถ้วนเลยครับ

วิวน้ำตกจาก Skylon Tower Photo by Stephen Crane on Unsplash

ในส่วนของค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 18 CAD ครับ แต่ถ้าอยากขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 22 CAD ครับ

7. Voyage to the Falls/Falls Fireworks Cruise

Voyage to the Falls เป็นกิจกรรมที่เหมือนกับ Maid of the Mists ของฝั่งอเมริกา นั่นคือคุณจะลงเรือไปชมน้ำตกทั้งสามที่ประกอบเป็นน้ำตกไนแอการาได้อย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน

แต่จุดเด่นที่ฝั่งอเมริกาไม่มีคือ คุณสามารถล่องเรือในช่วงเย็นได้ ครับ (Falls Fireworks Cruise) ซึ่งแน่นอนว่าจะเห็นน้ำตกในช่วงกลางคืนที่มีการเปิดไฟอย่างสวยงามมาก และอาจจะได้เห็นดอกไม้ไฟด้วยครับ ตารางการเปิดไฟของฝั่งแคนาดาจะต่างกับฝั่งอเมริกา อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

Voyage to the Falls
Image by Neil Morrell from Pixabay

ทั้งนี้การล่องในช่วงกลางวันจะใช้เวลา 20 นาที โดยราคาจะอยู่ที่ 33.5 CAD ส่วนช่วงกลางคืนจะใช้เวลา 40 นาที แต่ราคาจะเพิ่มขึ้นมาเป็นแค่ 38.5 CAD เท่านั้นครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต่างกับฝั่งอเมริกาคือ ฝั่งแคนาดาจะล่องได้ถึงวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี สำหรับรายละเอียดและการจองตั๋วสามารถทำได้ผ่านเว็บของผู้ให้บริการครับ

8. Journey Behind the Falls

Journey Behind the Falls เป็นจุดชมวิวที่คล้ายกับ Cave of the Winds นั่นคือคุณจะได้ชมวิวจากด้านใต้และด้านหลังของน้ำตก Horseshoe Falls ที่ใหญ่และตระการตาที่สุดในน้ำตกทั้งสาม ทำให้เรื่องขนาดนั้นตระการตากว่า Bridal Veil Falls ของ Cave of the Winds ครับ

Journey Behind the Falls
by Ken Lund, Flickr, CC by SA 2.0 DEED

วิธีการชมนั้นคุณจะต้องลงลิฟต์ลงไป แล้วเดินไปยังจุดชมวิวไม่ต่างกันครับ นอกจากนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน คุณจะได้รับแจกเสื้อฝนฟรีที่ให้สวมใส่เพื่อกันเปียกครับ (น้ำมากมายขนาดนั้น ตัวเปียกแน่นอนครับ)ในส่วนของค่าเข้าชมนั้นจะอยู่ที่ 25 CAD ครับ

9. Niagara Parks Power Station

Niagara Parks Power Station เป็นโรงไฟฟ้าเก่าแก่ที่ใช้ผลิตกระแสไฟจากพลังน้ำของ Horseshoe Falls ให้กับเมืองรายรอบมาร่วมศตวรรษ ปัจจุบันที่นี่ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คุณได้เข้าเยี่ยมชมกลไกการทำงานต่างๆ ได้ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอย่าง Tesla Coil ของจริง (แต่การทำงานไม่เหมือนกับในเกม Red Alert 2)

ในช่วงกลางคืนที่นี่จะมีการแสดง Currents Light and Sound ซึ่งจะแสดงโชว์กระแสไฟฟ้าที่น่าตื่นเต้น แน่นอนว่าไม่ควรพลาดทุกประการเลยครับ

Niagara Parks Power Station
by Jeremy Thompson, Flickr, CC by 2.0 DEED

นอกจากนี้ด้านในยังมีไฮไลท์อย่าง “The Tunnel” ที่เป็นอุโมงค์ยาวกว่า 670 เมตร (ช่วงเย็นจะมีการเปิดไฟหลากสี) ซึ่งเมื่อเดินไปจนสุดแล้วจะมีจุดชมวิวตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ดังนั้นจะได้สัมผัสกับน้ำตกไนแอการาในอีกมุมหนึ่งด้วย ในส่วนของค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 32 CAD ครับ

10. เล่นกิจกรรมต่างๆ

สำหรับใครที่ชอบกิจกรรมสนุกๆ ที่ให้ร่างกายของคุณหลั่งอะดรีนาลิน ฝั่งแคนาดาจะมีตัวเลือกหลากหลายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น

Tip

ในกรณีที่คุณสนใจกิจกรรมหลายอย่างในส่วนนี้ คุณสามารถซื้อพาสได้ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้สูงถึง 57% เลยทีเดียวครับ

Whirlpool Aero Car – ชมวิวมุมสูงของน้ำตกไนแอการาและน้ำวนอันไหลเชี่ยวผ่านกระเช้าสีแดงสด ซึ่งสวยงามยิ่ง กระเช้าเองก็วิ่งไม่ได้เร็วอะไรนัก เพราะฉะนั้นคุณจะเก็บภาพสวยๆ ได้อย่างสะดวกโยธินครับ กิจกรรมนี้ให้บริการนักท่องเที่ยวมานานกว่า 100 ปีแล้วครับ (กระเช้าเพิ่งได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2023) ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 19 CAD ครับ

Zipline to the Falls – เล่น Zipline โดยผูกตัวเองไว้กับเชือก และไหลตามเส้นเชือกไปตามระยะทางกว่า 670 เมตร ซึ่งจะใช้คุณทั้งวิวสวยๆ และความสนุกตื่นเต้น ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 69.99 CAD ครับ

White Water Walk – เดินเล่นตามสายน้ำที่ไหลเชี่ยว และแวะตามจุดชมวิวต่างๆ กิจกรรมนี้ช่วยให้ผ่อนคลาย และเหมาะมากกับใครที่ชอบเดินเล่น ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 19 CAD ครับ

WildPlay Whirlpool Adventure Course – กิจกรรมที่เหมาะกับสายชอบปีนป่าย เพราะคุณจะได้ผูกตัวเองกับเชือก และปีนป่ายผ่านด่านที่จัดเตรียมไว้แล้ว และได้ชมวิวสวยๆ ด้วยครับ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 44.99 CAD

Niagara’s Fury – เรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นมาของน้ำตกไนแอการาผ่านภาพยนตร์แบบ 4D ซึ่งคุณจะต้องใส่เสื้อฝนเพื่อกันเปียกด้วยครับ ราคาจะอยู่ที่ 17.5 CAD ครับ

Butterfly Conservatory – พื้นที่อนุรักษ์ผีเสื้อแบบในร่มที่มีผีเสื้อสีสวยที่หาได้ยากถึง 2,000 ชนิดด้วยกัน สำหรับใครที่ชอบผีเสื้อไม่ควรพลาดเลยครับ ค่าเข้าอยู่ที่ 19 CAD

Whirlpool Jet Boat Tours – ล่องเรือ Jet Boat ท่องสายน้ำที่เชี่ยวกรากและน้ำวนที่พิศวง โดยคุณเลือกเรือได้ระหว่างเรือเปิดประทุน (เปียกแน่ๆ) และเรือมีหลังคา (ไม่เปียก) โดยการล่องเรือจะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีครับ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 75.95 CAD โดยคุณจะต้องไปขึ้นเรือที่เมือง Queenston ซึ่งห่างจากน้ำตกฝั่งแคนาดาประมาณ 10 กิโลเมตรครับ

หลังจากเล่นกิจกรรม ผมแนะนำให้ไปทานอาหารเที่ยงที่ Table Rock House Restaurant ที่วิวสุดสวยของ Horseshoe Falls ครับ

11. Clifton Hill SkyWheel

Clifton Hill SkyWheel หรือ Niagara SkyWheel เป็นชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ให้คุณชมทัศนียภาพได้อย่างสวยงาม โดยวิวที่คุณเห็นนั้นจะเป็นแบบพาโนรามาที่เห็นได้แบบ 360 องศาเลยครับ

สำหรับค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 15 CAD โดยต่อรอบจะใช้เวลาประมาณ 8-12 นาทีครับ

12. Winter Festival of Lights

Winter Festival of Lights เป็นเทศกาลประดับประดาดวงไฟที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา โดยดวงไฟมากถึง 3 ล้านดวงจะประดับพื้นที่โดยรอบน้ำตกไนแอการา ทำให้บรรยากาศโรแมนติกอย่างที่สุดครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาส ไม่ควรพลาดทุกประการเลยครับ

เทศกาลนี้จะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนมกราคม สำหรับวันเวลาที่ชัดเจนนั้น โปรดตรวจสอบที่เว็บของผู้จัดงานครับ

Reference

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

Most Popular

error: Content is protected !!