หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น12 สถานที่เที่ยวเซนได (Sendai) และกิจกรรมน่าสนใจที่คุณไม่ควรพลาด

12 สถานที่เที่ยวเซนได (Sendai) และกิจกรรมน่าสนใจที่คุณไม่ควรพลาด

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

เซนได (Sendai, 仙台) เป็นเมืองหลวงของจังหวัดมิยางิ (Miyagi Prefecture) และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นด้วยประชากรกว่าหนึ่งล้านคน ดังนั้นที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางของการค้าและการคมนาคมของภูมิภาคโทโฮคุครับ

ตัวเมืองมีสมญาว่าเมืองแห่งต้นไม้หรือ “โมริ โนะ มิยาโกะ” เพราะว่าต้นเคยากิเรียงรายกันตามถนนและสวนสาธารณะหลายแห่ง ซึ่งมีความสวยงามอย่างมากเลยครับ

ในบทความนี้จะแนะนำคุณให้รู้จักกับเมืองเซนได และจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเป็นลำดับต่อไปครับ

Affiliate Disclosure: เพื่อความโปร่งใส ผมขอแจ้งให้ทราบว่าในบทความมี Affiliate Links อยู่ นั่นแปลว่าผมอาจจะได้ส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นจากผู้ให้บริการ ถ้าคุณจองบริการต่างๆ ผ่านทางลิงค์ในบทความครับ

ความเป็นมาของเมืองเซนได (Sendai)

เมืองเซนไดไม่ได้เก่าแก่มากนักต่างกันกับเมืองเก่าอื่นๆ ของญี่ปุ่นอย่างเช่น นารา เกียวโต หรือแม้กระทั่งทาคายาม่าและคานาซาว่าที่มีลักษณะเป็นเมืองมาตั้งแต่ยุคเฮอันครับ แต่เซนไดเริ่มเป็นเมืองในช่วงยุคเอโดะ หรือต้นศตวรรษที่ 17 นี้เองครับ

ผู้ก่อตั้งเมืองแห่งนี้คือไดเมียวชื่อดังอย่าง ดาเตะ มาซามูเนะ (Date Masamune) ซึ่งเรืองอำนาจอยู่ทางภาคเหนือของเกาะฮอนชู เขารู้สึกไม่พอใจที่เมืองหลวงเก่าของตนเองอย่างอิวาเดะยามะอยู่ค่อนไปทางทิศเหนือเกินไป ทำให้ห่างจากเมืองหลวงใหม่อย่างเอโดะ (Edo หรือโตเกียวในปัจจุบัน) การเดินทางจึงไม่สะดวกสบายเท่าไรนัก

Date Masamune
ดาเตะ มาซามุเนะ by kiphoto/Shutterstock

ด้วยเหตุนี้มาซามูเนะจึงขออนุญาตรัฐบาลโชกุนโตกุกาวะสร้างปราสาทใหม่ในพื้นที่โอบะยามะ ซึ่งมีวัดพระพุทธรูปพันองค์ (เซนไต, Sentai) ตั้งอยู่ เนื่องจากที่นี่ตั้งอยู่ตรงกลางของพื้นที่ที่เขาปกครอง และยังใกล้กับถนนหลวงที่ใช้เดินทางไปยังเอโดะอีกด้วย

ปราสาทที่มาซามูเนะสร้างคือปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle) หรืออีกชื่อหนึ่งคือปราสาทเซนได (Sendai Castle) ครับ ต่อมาเมืองเซนไดได้เติบโตต่อเนื่องและขยายออกมาจากปราสาทแห่งนี้นั่นเอง

หลังจากยุคของมาซามูเนะ เมืองเซนไดก็ถูกในการปกครองของตระกูลดาเตะ และได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ จนในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่รัฐบาลเมจิยกเลิกระบอบไดเมียวทั้งหมด

เมืองเซนไดในปัจจุบัน
by Sean Pavone/ShutterStock

ในช่วงศตวรรษที่ 20 รัฐบาลญี่ปุ่นได้สร้างทางรถไฟเชื่อมเซนไดเข้ากับโตเกียว ทำให้เซนไดกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคแถบนี้ แม้ว่าจะได้รับความเสียหายยับเยินในช่วงสงคราม จนสูญเสียย่านเมืองเก่าแทบทั้งหมด แต่ชาวเมืองก็ช่วยกันบูรณะจนเมืองกลับมาสวยงามเหมือนเดิม

เซนไดโดดเด่นในฐานะเมืองสีเขียว และมีการพัฒนาเมืองแบบที่พึ่งพิงธรรมชาติ ซึ่งเป็นนโยบายที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่ตระกูลดาเตะปกครองเมืองแห่งนี้ครับ

อย่างไรก็ดีในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้ เซนไดเผชิญกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ค.ศ.2011 ที่พื้นที่ริมทะเลได้รับความเสียหายอย่างยับเยินจากคลื่นสึนามิครับ แต่เคราะห์ดีที่ตัวเมืองได้รับความเสียหายไม่มากนัก

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปเที่ยวเซนได (Sendai) ทำอย่างไร

เซนไดมีสนามบินนานาชาติที่คุณสามารถบินไปลงได้เลยจากกรุงเทพ แต่ในปัจจุบันคุณจะต้องเปลี่ยนเครื่องในประเทศอย่างน้อย 1 ครั้งครับ (เมื่อก่อนน่าจะเที่ยวบินตรงของการบินไทย แต่ในปี ค.ศ.2023 เท่าที่ผมตรวจสอบ route นี้น่าจะยกเลิกไปแล้วครับ)

ส่วนวิธีการเดินทางไปจากโตเกียวนั้น สามารถทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • JR Tohoku Shinkansen – ตัวเลือกที่ง่ายดายและสะดวกสบายที่สุด โดยรถไฟชินคันเซนจะนำคุณมาถึงเมืองแห่งต้นไม้ภายในเวลา 90-100 นาทีเท่านั้น ค่ารถต่อเที่ยวจะอยู่ที่ประมาณ 11,000 เยนครับ ซึ่งรวมอยู่ใน Japan Rail Pass แล้วด้วย คุณสามารถซื้อตั๋วชินคันเซนได้อย่างง่ายดายจากลิงค์นี้ครับ
  • รถบัส – ทางเลือกราคาประหยัดที่สุดสำหรับนักเดินทางที่งบประมาณจำกัด คุณสามารถนั่งรถบัสช่วงกลางวันหรือข้ามคืนมายังเซนไดได้ ซึ่งจะใช้ประมาณ 5-6 ชั่วโมงครับ ค่ารถจะอยู่ที่ 2,800-8,400 เยน ซึ่งราคาจะแปรผันตาม เวลาที่รถออก คุณภาพที่นั่ง และปัจจัยอื่นๆ สามารถจองได้ผ่าน Willer Express หรือ Japan Bus Online ครับ

สำหรับใครที่ต้องการจะเช่ารถขับ จริงๆ แล้วคุณสามารถขับมาจากโตเกียวได้เลย (360 กิโลเมตร) หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือนั่งชินคันเซนหรือรถบัสมายังเซนได แล้วค่อยเช่ารถขับไปยังสถานที่เที่ยวต่างๆ ทั้งในเมืองเซนได และเมืองสวยๆ ที่อยู่ไม่ไกลนักอย่างเช่น กินซังออนเซ็นและซาโอะออนเซ็นในจังหวัดยามากาตะเป็นต้นครับ

ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงจาก Discover Sendai (เว็บไซต์ทางการของการท่องเที่ยวเซนได) ผมแนะนำให้ตรวจสอบกับต้นทางอีกรอบก่อนออกเดินทาง เพราะข้อมูลอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ครับ

ไปที่ต่างๆในเมืองเซนไดอย่างไรดี

เซนไดเหมือนกับเมืองใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นที่มีขนส่งมวลชนที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นรถไฟใต้ดิน, รถบัสท่องเที่ยว (Loople Sendai) รวมไปถึงแท็กซี่ ดังนั้นเรื่องการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ จึงง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากครับ

สำหรับใครที่อยากประหยัดค่าใช้จ่าย คุณสามารถซื้อพาสต่อไปนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายได้ครับ

  • Sendai Area Pass (1 วัน) – ราคาอยู่ที่ 1,320 เยน ครอบคลุมรถไฟใต้ดิน รถบัส รวมไปถึงรถไฟ JR ในบริเวณเมืองครับ ถ้าจะซื้อต้องมีพาสปอร์ตต่างชาติเท่านั้น
  • Sendai Marugoto Pass (2 วัน) – ราคาอยู่ที่ 2,720 เยน ครอบคลุมทุกอย่างที่ Sendai Area Pass ให้ใช้ และไม่จำเป็นต้องมีพาสปอร์ตต่างชาติ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Sendai Travel Pass ครับ

ไปเที่ยวเซนไดช่วงไหนดี?

เซนไดนั้นเที่ยวได้ทุกฤดูเลยครับ โดยทุกช่วงฤดูจะมีจุดเด่นที่ต่างกัน อย่างในช่วงฤดูร้อนนั้นตัวเมืองจะจัดเทศกาลใหญ่อย่างทานาบาตะ (Tanabata) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเทศกาลทานาบาตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ส่วนช่วงฤดูหนาวนั้นจะมีการประดับประดาดวงไฟที่ต้นเคยากิภายในเมือง ทำให้บรรยากาศสุดจะโรแมนติกเลยทีเดียว

ส่วนฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงนั้น ตัวเมืองจะสวยตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะว่ามีซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีนั่นเองครับ

Note

สำหรับใครที่ยังไม่มีที่พักในเมือง ผมแนะนำให้อ่านบทความที่พักเมืองเซนไดสุดคุ้มของผมเพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

1. ชมสุสานจุยโฮเด็น

สุสานจุยโฮเด็น (Zuihoden Mausoleum) เป็นสุสานขนาดใหญ่ของตระกูลดาเตะที่ได้รับการสร้างอย่างยิ่งใหญ่และตบแต่งอย่างประณีตสวยงาม ซึ่งตัวดาเตะ มาซามูเนะก็ได้รับการฝังร่าง ณ สถานที่แห่งนี้หลังจากที่ถึงแก่กรรมที่เอโดะในปี ค.ศ.1636 ครับ

สุสานจุยโฮเด็น
by mTaira/ShutterStock

ไฮไลท์ของสุสานแห่งนี้คือประตูขนาดใหญ่ที่สวยงามชื่อประตูเนฮันมอน (Nehanmon Gate) ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยแบบง่ายๆ ก็จะเรียกว่าประตูนิพพาน ประตูนี้เป็นตัวแทนของการบรรลุมรรคผล และการเดินทางของดวงวิญญาณไปสู่ปรโลกครับ

สุสานจุยโฮเด็น
by yeastman/ShutterStock

อาคารที่เหลือในสุสานตบแต่งในศิลปะโมโมยาม่าที่มีลักษณะเด่นคือการใช้ไม้อันวิจิตรควบคู่กับการตบแต่งด้วยสีสดๆ อันน่าละลานตาครับ โดยรวมแล้วที่นี่ถือว่าสวยงามมากแม้ว่าจะเป็นการสร้างขึ้นใหม่ก็ตาม (ของเก่าพังพินาศไปพร้อมกับเปลวเพลิงในช่วงสงครามครับ)

ค่าเข้าชม: 570 เยน

2. เดินเล่นที่โจเซนจิโดริ

ถนนทางเดินโจเซนจิโดริ (Jozenji-dori Avenue) เป็นทางเดินที่พาดผ่านใจกลางเมืองเซนไดจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก สองข้างทางจะมีต้นเคยากิ (Japanese Zelkova) เรียงรายไปตามข้างทาง ทำให้บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ เหมาะต่อการนั่งพักผ่อนเป็นที่สุดเลยครับ

ถนนโจเซนจิ โดริ เมืองเซนได
by rujin/Shutterstock

ในช่วงฤดูหนาว ที่นี่จะสวยเป็นพิเศษเพราะมีการประดับดวงไฟที่บริเวณต้นไม้ บรรยากาศจะยิ่งโรแมนติกมาก เหมาะต่อการมาฮันนีมูนครับ

โจเซนจิโดริ (Jozenji-dori Avenue)
by airtime/Shutterstock

รายรอบทางเดินแห่งนี้จะมีร้านค้าและร้านอาหารจำนวนมากมาย เช่นเดียวกับย่านช้อปปิ้งและย่านเที่ยวกลางคืน สำหรับใครที่อยาก hang out ในเมืองเซนได โจเซนจิโดริเป็นตัวเลือกอันดับ 1 เลยครับ

3. ปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle)

จากที่ผมได้เล่าไปแล้วด้านบน ปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle) หรืออีกชื่อหนึ่งปราสาทเซนได (Sendai Castle) เป็นปราสาทที่ดาเตะ มาซามูเนะสร้างขึ้นซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเมืองเซนไดแห่งนี้ แต่ปราสาทแห่งนี้นั้นโชคไม่ดีเท่าไรนัก

ตลอดอายุของมันได้ถูกไฟไหม้หลายต่อหลายครั้ง ตามมาด้วยการรื้อถอนในช่วงยุคเมจิ และการทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แถมเมื่อกองทัพอเมริกันเข้ามาดูแลที่นี่ก็ได้รื้อถอนอาคารเก่าไปบางส่วนด้วย ดังนั้นอาคารที่คุณเห็นล้วนแต่เพิ่งสร้างในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมาทั้งหมดครับ

อย่างไรก็ดีนักท่องเที่ยวมักเดินทางมาถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์ของดาเตะ มาซามูเนะบนหลังม้าและชมวิวมุมสูงของเมืองครับ

by hiroshi watanabe/Shutterstock

ห่างจากพื้นที่ปราสาทไปไม่ไกลนักคือศาลเจ้าโกโคคุ (Gokoku Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าอุทิศให้กับเหล่าผู้วายชนม์ในสงครามหลังจากการปฏิวัติเมจิ และเป็นสาขาหนึ่งของศาลเจ้ายาสุคุนิในโตเกียว (ที่ดราม่ากันบ่อยๆ กับจีนและเกาหลีครับ)

by mr_yonglu/ShutterStock

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ของเมืองตั้งอยู่ด้วย (Sendai City Museum) แต่น่าเสียดายที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่เห็นเข้าชมจนถึงปี ค.ศ.2024 ครับ

4. วัดรินโนะจิ

วัดรินโนะจิ (Rinnoji Temple) เป็นวัดประจำตระกูลดาเตะ โดยมีความเป็นมาย้อนไปได้ถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 15 แต่หลังจากที่ดาเตะ มาซามูเนะสร้างเมืองเซนได เขาได้สั่งให้ย้ายวัดแห่งนี้จากสถานที่เดิมมาตั้งอยู่ที่นี่ครับ

วัดรินโนะจิ
by galina savina/ShutterStock

ในปัจจุบันวัดยังมีเจดีย์สามชั้น และสวนญี่ปุ่นที่มีสระน้ำอันสวยงามตั้งอยู่ บรรยากาศโดยรอบจะเงียบสงบและเอื้อต่อการผ่อนคลายความเหนื่อยกายและใจเป็นอย่างยิ่งครับ

5. สักการะพระโพธิสัตว์กวนอิมขนาดยักษ์

ใกล้กับบริเวณ Downtown ของเมืองเซนไดมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมขนาดยักษ์ตั้งอยู่ โดยองค์พระสูงถึง 100 เมตร และมีสีขาวสะอาด ซึ่งคุณสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลเลยครับ

รูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิม สถานที่เที่ยวเมืองเซนได
by David Pecheux/ShutterStock

คุณสามารถเดินเข้าไปในองค์พระเพื่อไปชมวิวมุมสูงของตัวเมืองได้ จากจุดนี้คุณจะชมปากอ่าวของเมืองเซนไดและท้องทะเลโดยรอบได้อย่างสุดลูกหูลูกตาเลยครับ

6. ศาลเจ้าโอซากิฮาจิมันกุ

ศาลเจ้าโอซากิฮาจิมันกุ (Osaki Hachimangu Shrine) เป็นศาลเจ้าประจำตระกูลดาเตะเพื่ออุทิศให้กับเทพเจ้าฮาจิมัน เทพเจ้าแห่งสงครามและผู้พิทักษ์เมืองเซนไดให้ทุกคนอยู่อาศัยอย่างสงบสุขร่มเย็น รวมไปถึงจักรพรรดิโบราณของญี่ปุ่นอีกสามพระองค์ด้วยครับ

ตัวศาลเจ้าสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1607 โดยดาเตะ มาซามูเนะคนเดิม เขาได้จ้างช่างฝีมือที่เก่งกาจที่สุดให้มาสร้างที่นี่เป็นเวลานานถึงสามปีด้วยกัน จนออกมาเป็นศาลเจ้าญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศครับ

ศาลเจ้าโอซากิฮาจิมันกุ
by CooperP/ShutterStock

อาคารของที่นี่จะใช้ศิลปะโมโมยาม่าในการสร้าง ซึ่งดูวิจิตรและสวยงาม ไม้ที่ใช้จะถูกย้อมสีเป็นสีดำ ซึ่งชื่อกันว่าเพื่อให้คล้องกับสีเสื้อเกราะของดาเตะ มาซามูเนะที่สวมใส่เวลาออกศึก ในด้านบนของศาลเจ้าจะมีการประดับประดาด้วยใบไม้ทองคำ ภาพแกะสลัก และรูปปั้นสัตว์ในตำนานต่างๆ ซึ่งดูอลังการอย่างมากเลยทีเดียว

ช่วงวันที่ 14 มกราคมของทุกปี ที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะมีการจัดเทศกาลที่เรียกว่าเทศกาลดอนโตไซ (Dontosai Festival) ซึ่งมีประวัติสืบเนื่องกันมากว่า 300 ปี

กล่าวคือผู้เข้าร่วมงานชายชาวญี่ปุ่นจะเปลือยท่อนบน และนำของตบแต่งในช่วงปีใหม่มาเผาในกองเพลิงเพื่อบูชาเทพเจ้า ซึ่งเชื่อกันว่าจะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี โชคลาภ ตลอดจนความร่มเย็นเป็นสุขของครอบครัวครับ

7. เข้าร่วมเทศกาลทานาบาตะ

เทศกาลทานาบาตะ (Tanabata Festival) ได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ดังนั้นถ้าคุณมาเที่ยวเซนไดในช่วงวันที่ 6-8 กรกฎาคม คุณไม่ควรพลาดไปเข้าร่วมงานนี้เลยครับ

เทศกาลทานาบาตะที่เมืองเซนได
by Taku/ShutterStock

ในช่วงเทศกาลนั้นสถานที่ต่างๆ ในย่าน downtown จะได้รับการตกแต่งด้วยโคมพู่สีสันสวยงาม ซึ่งทำจากไม้ไผ่และกระดาษวาชิ รวมแล้วทั้งเมืองจะมีโคมแบบดังกล่าวถึงสามพันโคมด้วยกัน ทำให้ทั้งเมืองสวยแปลกตาต่างจากช่วงอื่นอย่างชัดเจนครับ สำหรับใครที่อยากขอพรตามความเชื่อของญี่ปุ่นก็สามารถทำได้ตามสะดวกเลยครับ

ก่อนที่งานจะเริ่มเล็กน้อย เมืองเซนไดจะมีการจุดพลุในคืนวันที่ 5 กรกฎาคมอย่างยิ่งใหญ่อลังการ (Sendai Tanabata Fireworks Festival) โดยจะจุดเหนือน้ำและใช้พลุกว่า 16,000 ลูกทุกปี ใครที่ชอบดูพลุคุณไม่ควรพลาดงานนี้เลยครับ

by asukase/Shutterstock

8. เดินเล่นที่ท่าเรือเซนได

ท่าเรือเซนได (Sendai Port) เป็นท่าเรือเก่าแก่ที่มีประวัติย้อนไปถึงอดีตกาลที่ครั้งหนึ่งที่นี่เป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองของประเทศ แต่ในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงพื้นที่ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแทน โดยมีจุดที่น่าไปเยือนดังต่อไปนี้ครับ

  • พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเซนไดอูเมโนะโมริ (Sendai Umeno-mori Aquarium) – พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่รวบรวมสัตว์ทะเลจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่เพนกวิน สิงโตทะเล ไปจนถึงโลมา ค่าเข้าชมต่อคนอยู่ที่ 2,100 เยนครับ
  • โรงงานเบียร์คิริน (Kirin Beer Factory Sendai) – เบียร์ญี่ปุ่นแบรนด์คิรินนั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งคุณสามารถเข้าเยี่ยมชมโรงงานที่จะนำเสนอกระบวนการผลิตเบียร์ให้คุณได้ศึกษาอย่างละเอียดครับ

9. ลิ้มรสลิ้นวัวย่าง

ลิ้นวัวย่างนั้นถือกำเนิดที่เมืองเซนไดแห่งนี้นี่เอง โดยร้านอาหารร้านแรกเสิร์ฟเมนูนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 หรือมากกว่าเจ็ดสิบปีมาแล้วด้วยกันครับ ปัจจุบันลิ้นวัวย่างได้กลายเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเมืองเซนได เรียกได้ว่าใครที่เป็นสาวกอยู่แล้วคือห้ามพลาด ส่วนใครที่ไม่เคยลองก็ต้องลองสักครั้งครับ

ลิ้นวัวย่างในตำนานของเซนได
ลิ้นวัวย่างในตำนานของเซนได by CHOMEARTWORK/Shutterstock

ทั้งนี้ลิ้นวัวย่างของเซนไดมักจะเสิร์ฟมาคู่กับข้าวสวยญี่ปุ่นร้อนๆ กินคู่กับซุปหางวัวและผักดองมิโซะครับ หรืออาจจะเป็นเมนูที่มีลิ้นวัวเป็นส่วนประกอบเช่นแกงกะหรี่ลิ้นวัวเป็นต้น

จุดที่น่าสนใจที่สุดในการไปลองก็คือที่ Gyutan Dori ซึ่งอยู่ที่ชั้นสามของสถานีเซนไดครับ ส่วนร้านชื่อดังก็ได้แก่ริคิว (Rikyu) และคิซุเกะ (Kisuke) ครับ

10. ชมดอกซากุระ

เมืองใดๆ ก็ตามในญี่ปุ่นไม่เคยขาดจุดชมซากุระ เซนไดก็เช่นกันครับ คุณสามารถชมได้ในสถานที่ดังต่อไปนี้

  • สวนนิชิ (Nishi Park) – สวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในเซนได และมีชื่อเสียงในฐานะจุดชมซากุระที่สวยงามมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ครับ
  • สวนสึสึจิกาโอกะ (Tsutsujigaoka Park) – เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน ไดเมียวแห่งตระกูลดาเตะได้นำต้นซากุระกว่าหนึ่งพันต้นกลับมาจากเกียวโต และได้ปลูกลงที่สวนแห่งนี้ อย่างไรก็ดีจำนวนต้นซากุระนั้นได้ลดลงกว่าในสมัยนั้น เพราะตัวสวนได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดช่วงสงครามครับ แต่ในปัจจุบันก็ยังมีเหลือกว่า 360 ต้น ชาวเมืองนิยมมานั่งปิกนิกกันที่นี่ครับ

11. ชมใบไม้เปลี่ยนสี

เมืองเซนไดมีสถานที่หลายแห่งที่คุณสามารถไปชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ โดยจุดที่ได้รับความนิยมได้แก่

  • ทางเดินโจเซนจิโดริ
  • สุสานจุยโฮเด็น
  • สวนนิชิ (Nishi Park)
  • น้ำตกอาคิอุ โอตากิ (อ่านต่อด้านล่าง)

12. น้ำตกอาคิอุ โอตากิ

น้ำตกอาคิอุ โอตากิ (Akiu Otaki Falls) เป็นน้ำตกสูง 35 เมตรที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสามน้ำตกที่งดงามที่สุดในประเทศญี่ปุ่น คุณสามารถชมวิวสวยๆ ของน้ำตกได้ที่จุดชมวิว หรือว่าเดินลงบันไดเพื่อลงไปสัมผัสความงามอย่างใกล้ชิดก็ได้เช่นกัน

น้ำตกอาคิอุ โอตากิ
by pixhound/Shutterstock

นอกจากตัวน้ำตกจะสวยงามแล้ว รายล้อมยังถูกปกคลุมด้วยป่าเมืองหนาวที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง สีส้ม อันน่าสะดุดตาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นที่นี่จึงเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีใกล้กับเซนไดที่คุณไม่ควรพลาดครับ

วิธีการเดินทางไปง่ายที่สุดคือการขับรถครับ เพราะใช้เวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง

References

Affiliate Disclosure: เพื่อความโปร่งใส ผมขอแจ้งให้ทราบว่าในบทความนี้มี Affiliate Links กล่าวคือผมจะได้รับส่วนแบ่งจากผู้ให้บริการในกรณีที่คุณจองบริการต่างๆ ผ่านลิงค์ในบทความครับ

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!