หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น7 ที่เที่ยวชินงุ (Shingu) และกิจกรรมน่าสนใจที่คุณไม่ควรพลาด

7 ที่เที่ยวชินงุ (Shingu) และกิจกรรมน่าสนใจที่คุณไม่ควรพลาด

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

ชินงุ (Shingu) เป็นเมืองขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรคิอิ โดยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดวากายามะของญี่ปุ่น ในอดีตพื้นที่บริเวณนี้ถูกเรียกว่าคุมาโนะ (Kumano) ที่ถูกโอบล้อมด้วยท้องทะเล และภูเขาอันสูงชัน ทุกยุคทุกสมัยพื้นที่บริเวณนี้ถูกมองว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นดินแดนสุขาวดีที่มีอยู่จริงบนโลกมนุษย์

ปัจจุบันเมืองชินงุเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดวากายามะ ไม่ว่าคุณจะเป็นสายธรรมชาติหรือว่าสายวัฒนธรรม คุณก็จะพบว่าชินงุเป็นเมืองที่ให้คุณได้ทั้งสองประสบการณ์ครับ

บทความนี้จะนำคุณไปรู้จักกับเมืองชินงุโดยคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเป็นลำดับต่อไปครับ

รู้จักเมืองชินงุ (Shingu)

เมื่อสองพันกว่าปีก่อน ฉินสื่อหวงตี้ (หรือจิ๋นซีฮ่องเต้) ได้ส่งบัณฑิตผู้หนึ่งนามว่าสวีฝู (ญี่ปุ่นเรียกว่าโจฟุคุ) พร้อมกับชายหญิงอีกสามพันคนออกไปหาอายุวัฒนะในดินแดนตะวันออก

หลังจากที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา สวีฝูได้มาถึงพื้นที่ซึ่งเป็นเมืองชินงุในปัจจุบัน และพบว่ามีธรรมชาติที่สวยงาม เขาจึงไม่ได้เดินทางกลับไปตามรับสั่ง แต่ให้ผู้คนที่เดินทางมาด้วยกับตนลงหลักปักฐานที่นี่ และสอนให้ชาวท้องถื่นรู้จักการทำเกษตรกรรมครับ

เมืองชินงุ (Shingu)
by chuck hsu/ShutterStock

แต่ตำนานจะจริงหรือไม่นั้นไม่มีผู้ใดทราบ แต่ที่แน่ๆ ช่วงยุคเฮอัน ชินงุได้กลายเป็นเมืองที่รุ่งโรจน์ระดับหนึ่งโดยมีสินค้าส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์จากไม้ครับ

หลังจากที่ศาลเจ้าคุมาโนะทั้งสามได้สร้างขึ้นในช่วงประมาณศตวรรษที่ 9-12 เศรษฐกิจของเมืองจึงขึ้นอยู่กับการต้อนรับผู้แสวงบุญเป็นหลัก เพราะศาลเจ้าแห่งที่สองอย่างคุมาโนะ ฮายาตามะไทฉะได้ตั้งอยู่ที่นี่

ช่วงสมัยเอโดะนั้นชินงุอยู่ในการปกครองของไดเมียวตระกูลโตกุกาวะสายคิอิ ซึ่งใกล้ชิดกับวงศ์ที่เป็นโชกุนปกครองญี่ปุ่น นอกจากรับผู้แสวงบุญแล้ว ชินงุมีชื่อเสียงเรื่องการล่าวาฬ รวมไปถึงอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบ้านมาจนถึงปัจจุบันครับ

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปยังเมืองชินงุ (Shingu) ทำอย่างไร?

ชินงุนั้นเดินทางไปได้ง่ายที่สุดจากเมืองนาโกย่าหรือโอซาก้า โดยมีตัวเลือกดังต่อไปนี้ครับ

จากนาโกย่า

  • รถไฟ – คุณสามารถนั่งรถไฟ Limited Express (Wide View Nanki) จากนาโกย่าไปยังชินงุได้โดยตรง เวลาที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาทีครับ
  • รถบัส – รถบัส Mie Kotsu Bus สามารถนำคุณไปชินงุได้ภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครับ ถึงแม้จะใช้เวลามากกว่า แต่ราคาจะถูกกว่ารถไฟพอสมควร

จากโอซาก้าและเกียวโต

  • รถไฟ – รถไฟ Limited Express (Kuroshio) ให้บริการรับส่งจากเกียวโตและโอซาก้าไปยังชินงุ ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง เวลาที่ใช้จะอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 20 นาทีครับ

ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงจาก Shingu Tourist City Association ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของการท่องเที่ยวเมืองครับ นอกจากนี้คุณควรตรวจสอบรอบรถไฟได้ที่ JR West ครับ เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุด

อีกทางเลือกหนึ่งแน่นอนว่าคือการเช่ารถมาจากโอซาก้าหรือนาโกย่าครับ ซึ่งไกลพอสมควร แต่จะช่วยตัดปัญหาเรื่องการเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวที่ห่างจากเมืองทั้งหมดเลยครับ

1. ศาลเจ้าคุมาโนะฮาตายามะไทฉะ

ศาลเจ้าคุมาโนะฮาตายามะไทฉะ (Kumano Hatayama Taisha Shrine) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามที่เหล่าผู้แสวงบุญต้องเดินทางมาเยี่ยมเยือนตามเส้นทางคุมาโนะโคโด ตัวศาลเจ้านั้นเชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าซึ่งลงมาประทับที่โลกมนุษย์ที่หินโกโตบิกิครับ แต่ในปัจจุบันเทพเจ้าหลักมีอยู่สององค์นั่นคือเทพเจ้าชายหญิง ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยากันครับ

ศาลเจ้าคุมาโนะฮาตายามะไทฉะ
by jen Wei Chen/ShutterStock

ตัวศาลเจ้านั้นมีสีส้มแดงเป็นสวยงามเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ในศาลเจ้ายังมีต้นนางิ (Nagi) ซึ่งมีอายุกว่าหนึ่งพันปี ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าต้นไม้ต้นนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ และจะใช้โชคลาภแก่คู่ครองครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือพิพิธภัณฑ์ Kumano Shimpokan ซึ่งเก็บรักษาโบราณวัตถุเก่าแก่กว่า 1,200 ชิ้น บางชิ้นมีอายุหลายร้อยปี เพราะมีที่มาจากยุคมุโรมาจิ ใครที่ชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นไม่ควรพลาดชมครับ

ส่วนสำหรับสายมูนั้น คุณสามารถเช่าวัตถุมงคลได้ (เช่นจี้หรือสร้อยคอ) เพื่อความเป็นสิริมงคลได้ ราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณ 800 เยนครับ

2. ศาลเจ้าคามิคุระ

ศาลเจ้าคามิคุระ (Kamikura Shrine) หรือคามิคุระจินจา เป็นศาลเจ้าโบราณที่ตั้งอยู่ที่ยอดเขากอนเก็นยามะ (Mt.Gongenyama) โดยตั้งอยู่ที่บริเวณครึ่งทางที่จะขึ้นสู่จุดสูงสุดของยอดเขา ที่นี่ถือว่ามีความสำคัญมากต่อนิกายคุมาโนะ เพราะเป็นสถานที่ซึ่งเทพเจ้าลงมาประทับลงบนโลกมนุษย์ครับ

ศาลเจ้าคามิคุระจินจา
by Stephane Bidouze/ShutterStock

ด้านในศาลเจ้านั้นประดิษฐานหินโกโตบิกิ (Gotobiki Rock) หินศักดิ์สิทธิ์ที่เทพเจ้าลงมาประทับ ทำให้เหล่าศาสนิกต่างปรารถนาจะมาแสวงบุญที่นี่สักครั้งหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างสูงยิ่ง เพราะการขึ้นมาถึงศาลเจ้าแห่งนี้ต้องขึ้นบันไดหินมาถึง 538 ขั้นด้วยกันครับ

นอกจากการสักการะเทพเจ้าแล้ว ผู้ที่ขึ้นมาถึงตัวศาลเจ้าจะได้เห็นตัวเมืองชินงุอย่างงดงามมาก เช่นเดียวกับท้องทะเลโดยรอบ แต่ถ้าคุณมาที่นี่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นั้น คุณจะได้ชมเทศกาล Oto Matsuri หรือเทศกาลไฟที่เหล่าศาสนิกจำนวนมากจะจุดคบเพลิงและวิ่งลงบันไดหินอันสูงชันในช่วงกลางคืนครับ

3. สวนปราสาทชินงุ

สวนปราสาทชินงุ (Shingu Castle Ruins) เป็นสวนซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของปราสาทชินงุ ที่มีประวัติความเป็นมานานเกือบ 300 ปี แต่ตัวปราสาทนั้นถูกรื้อไปทั้งหมดในสมัยเมจิครับ ทำให้ปัจจุบันเหลือแต่เพียงกำแพงหิน ซึ่งเป็นซากของความยิ่งใหญ่ในอดีตเท่านั้นครับ

by chuck hsu/ShutterStock

อย่างไรก็ดีในสวนนั้นมีการปลูกต้นซากุระอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งคุณสามารถไปชมได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิครับ นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงของเมืองที่ดีเยี่ยมอีกด้วย

4. ศาลเจ้าอาสุกะ

ศาลเจ้าอาสุกะจินจา (Asuka Shrine) เป็นศาลเจ้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวศาลเจ้านั้นเกี่ยวพันกับตำนานสวีฝู (หรือโจฟุคุ) ที่ผมเล่าไปด้านบน โดยสร้างขึ้นในจุดที่เชื่อกันว่าสวีฝูได้ขึ้นฝั่งครับ

ด้านในมีศาลเจ้าย่อยซึ่งอุทิศให้กับสวีฝู รวมไปถึงบ้านโบราณที่มีที่มาจากยุคยาโยอิของญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นมีอายุมากกว่าสองพันปีครับ

ห่างจากศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ไกลนักมีสวนโจฟุคุ (Jofuku Park) ที่อุทิศให้กับโจฟุคุอยู่ด้วย ตามตำนานเล่าว่าในสวนเป็นสถานที่เก็บรักษาร่างของโจฟุคุเอาไว้ครับ

5. โตรกโดโรเคียว

โตรกโดโรเคียว (Dorokyo Gorge) เป็นโตรกสวยความยาว 31 กิโลเมตรที่แนวภูเขานั้นถูกกัดเซาะโดยแม่น้ำคิตะกาวะ (Kitagawa River) ตัวโตรกนั้นมีผืนป่าอันสวยงามปกคลุมอยู่ด้วย ทำให้เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีอันดับหนึ่งของเมืองชินงุครับ

Dorokyo Gorge
by M Andy/ShutterStock

ในอดีตนั้นคุณสามารถล่องเรือเร็วไปชมสองฝั่งของตัวโตรกได้ด้วย (ตามรูปด้านบน) ซึ่งงดงามตระการตามาก แต่ในปัจจุบันการล่องเรือที่ว่าได้ถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่ต้นปี ค.ศ.2021 และยังไม่แน่ชัดว่าจะกลับมาเปิดให้บริการหรือไม่ครับ

ในปัจจุบันคุณได้แต่ชมตัวโตรกได้จากจุดชมวิว ล่องเรือเล็ก หรือไม่ก็ล่องแพไม้ครับ แต่ล่องแพไม้นั้นเป็นกิจกรรมที่ใช้ความทรหดพอสมควร ดังนั้นไม่น่าจะเหมาะกับเด็กหรือผู้สูงอายุครับ สำหรับใครที่สนใจ กิจกรรมเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ โปรดตรวจสอบกับผู้ให้บริการโดยตรงครับ

6. ล่องแม่น้ำคุมาโนะ

แม่น้ำคุมาโนะ (Kumano River) หรือคุมาโนะกาวะ เป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักในการแสวงบุญด้วยเช่นกัน

ในอดีตกาลเหล่าจักรพรรดิญี่ปุ่นที่ได้สละราชบัลลังก์แล้วมักจะเดินทางมาแสวงบุญที่นี่ โดยจะเสด็จประทับทางเรือจากศาลเจ้าคุมาโนะฮอนงุไทฉะมายังศาลเจ้าคุมาโนะฮาตายามะไทฉะครับ

ล่องแม่น้ำคุมาโนะ
by osap/ShutterStock

ในปัจจุบันนั้นคุณยังสามารถสัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกันได้ กล่าวคือคุณจะได้นั่งเรือไม้ผ่านสายน้ำที่ใสสะอาดเป็นเวลากว่า 90 นาที และชมธรรมชาติของสองฝากฝั่งอันสวยงามบริสุทธิ์ของพื้นที่คุมาโนะครับ ราคาจะอยู่ที่ 4,300 เยนต่อคนครับ

ถ้าสนใจติดต่อผู้ให้บริการได้ที่นี่

7. น้ำตกคุวะโนคิ

น้ำตกคุวะโนคิ (Kuwanoki Falls) เป็นน้ำตกสวยสูง 21 เมตรที่มีสายน้ำไหลบ่าลงมาจากผืนป่าและภูเขาลงไปสู่แม่น้ำคุมาโนะ บริเวณน้ำตกนั้นมีต้นมัลเบอรี่จำนวนมากมาย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสถานที่แห่งนี้ครับ

น้ำตกคุวะโนคิ
by okutatsu_1218/ShutterStock

การเข้าถึงน้ำตกแห่งนี้ถือว่ายากพอสมควร เพราะต้องเดินเท้าเข้าไป แต่เรื่องการเดินก็ไม่ได้ลำบากมากนัก เพราะมีเส้นทางอย่างดีครับ

References

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!