ทาคาชิมะ (Takashima) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบบิวะในจังหวัดชิงะเช่นเดียวกับเมืองฮิโกเนะ ทว่าตัวเมืองจะอยู่ทางทิศวันตกของทะเลสาบ รอบเมืองทาคาชิมะนั้นมีธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้นพื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นที่มาของน้ำถึง 1 ใน 3 ในทะเลสาบบิวะครับ
แม้ว่าอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักมากมายนักในหมู๋นักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ทาคาชิมะก็ได้รับความนิยมไม่น้อยในหมู่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ในบทความนี้ ผมจึงจะนำคุณไปรู้จักเมืองแห่งนี้กันก่อนโดยคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำสถานที่น่าสนใจเป็นลำดับต่อไปครับ
รู้จักทาคาชิมะ (Takashima)
ทาคาชิมะเป็นพื้นที่เก่าแก่ทีมีผู้อยู่อาศัยมานานกว่าสองพันปี โดยในสมัยนาราได้เริ่มเป็นเมืองชุมทางที่สำคัญสำหรับการค้าขายระหว่างภูมิภาคคันไซและคันโตครับ
ในช่วงปลายยุคเฮอัน ทาคาชิมะได้อยู่ในการปกครองของตระกูลซาซากิ (Sasaki Clan) ซึ่งได้เปลี่ยนที่นี่เป็นเมืองปราสาทที่แข็งแกร่ง ทว่าในช่วงยุคเซ็นโกกุ ตระกูลซาซากิได้พ่ายแพ้ต่อโอดะ โนบุนากะ ทำให้เมืองถูกสลับเปลี่ยนมือไป จนสุดท้ายเมื่อรัฐบาลโชกุนโตกุกาวะได้รับการสถาปนาขึ้น พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองได้ถูกยกให้ไดเมียวตระกูลวาเคเบะ (Wakebe Clan) ไปปกครองครับ
หลังจากสมัยเมจิ ทาคาชิมะได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดชิงะ และได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดในเวลาต่อมาครับ
ข้อควรทราบ
การเดินทางไปเมืองทาคาชิมะ (Takashima) ทำอย่างไร?
ทาคาชิมะเดินทางไปได้ง่ายที่สุดจากเกียวโตหรือโอซาก้า ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
รถไฟ – รถไฟ Limited Express Thunder หรือ Special Rapid Service สามารถนำคุณไปจากโอซาก้าไปยังสถานี Omi-Imazu Station ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองทาคาชิมะได้โดยตรง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 65-80 นาทีครับ ส่วนถ้าไปจากเกียวโต คุณสามารถนั่ง local train ที่วิ่งบน Kosei Line ไปได้เลยครับ
เช่ารถ – เนื่องจากทาคาชิมะอยู่ไม่ไกลจากโอซาก้าและเกียวโต ดังนั้นคุณสามารถเช่ารถและขับมาได้โดยใช้เวลาไม่นานนักครับ
รายละเอียดต่างๆ อ้างอิงมาจากเว็บ JR West และ Takashima Kanko ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของเมือง ผมแนะนำให้ตรวจสอบที่ต้นทางก่อนจอง เพราะข้อมูลอาจเปลี่ยนได้ครับ
1. ศาลเจ้าชิราฮิเกะ
ศาลเจ้าชิราฮิเกะ (Shirahige Shrine) เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 1,900 ปี ทว่าสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาเยือนที่นี่คือประตูโทริอิที่ตั้งอยู่เหนือพื้นทะเลสาบบิวะ ซึ่งมีความโดดเด่นสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นที่คุณสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์สีส้มทอแสงผ่านซุ้มประตูได้ครับ
สำหรับในช่วงหลังตะวันตกดินนั้น จะมีการเปิดไฟที่ประตูแห่งนี้เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งจะสวยไปอีกแบบหนึ่งครับ
2. ถนนต้นสนเรดวู้ดยักษ์
ถนนต้นสนเรดวู้ดยักษ์ (Dawn Redwood/Metasequoia Avenue) หรือเมตาเซโคเอีย นามิกิ เป็นถนนยาว 2.4 กิโลเมตรที่มีการปลูกต้นสนเรดวู้ดเรียงรายกันไปอย่างสวยสดงดงามมาก รวมแล้วมีต้นสนกว่า 500 ต้นเลยครับ
ถนนสายนี้นั้นผมพูดได้เลยว่าตระการตาในแทบทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวสดมีช่วงฤดูร้อน สีส้มแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และสีขาวสะอาดเพราะปกคลุมด้วยหิมะในช่วงฤดูหนาวครับ บรรยากาศบริเวณถนนแห่งนี้จึงเรียกได้ว่าสุดจะโรแมนติกไม่แพ้ที่ใดเลยครับ
3. Makino Pic-Land
ใกล้กับถนนต้นสนเรดวู้ดนั้นมีสวนขนาดใหญ่ชื่อ Makino Pic-Land ซึ่งเปิดให้คุณเข้าไปเก็บผลไม้ได้นานาชนิด ตั้งแต่เชอร์รี่ แอปเปิ้ล มันหวานญี่ปุ่น ไปจนถึงบลูเบอรี่และองุ่น โดยคุณจะได้เวลาเก็บและรับประทาน 30-60 นาที (แล้วแต่ชนิดของผลไม้) ส่วนราคาค่าเข้าเริ่มต้นที่ 1,300 เยน (แล้วแต่ชนิดของผลไม้เช่นกันครับ)
นอกจากนี้ที่นี่ยังมีคาเฟ่ด้วย ซึ่งตั้งอยู่ติดกับถนนต้นสนเรดวู้ดเลย ทำให้คุณสามารถสั่งของหวานมาลิ้มลองไปพร้อมๆ กับชมวิวสวยๆ ไปด้วยพร้อมกันครับ
4. คาบสมุทรไคซุ โอซากิ
ไคซุ โอซากิ (Kaizu Osaki) เป็นคาบสมุทรที่ยื่นเข้าไปในผืนน้ำของทะเลสาบบิวะอันกว้างใหญ่ จุดเด่นของที่นี่คือมีการปลูกต้นซากุระเรียงรายกันไปกว่า 800 ต้น ตลอดระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละต้นก็ใหญ่โตและแผ่กิ่งก้านออกไปแบบไพศาล เพราะแต่ละต้นอายุมากกว่า 80 ปีแล้วครับ
ด้วยความสวยงามในช่วงฤดูใบไม้ผลิของที่นี่ ทำให้ได้รับการจัดอันดับว่าเป็น 1 ใน 100 จุดชมซากุระที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นครับ
อีกหนึ่งจุดที่สวยงามไม่แพ้กันคือที่ฟุชา-ไคโด (Fusha-Kaido) ซึ่งต้นซากุระจะปลูกอยู่ริมทะเลสาบบิวะเหมือนกัน แต่จะแถมทุ่งดอกนาโนฮานะสีเหลืองอร่ามให้ชมด้วยครับ
5. หุบเขาโอนิว
หุบเขาโอนิว (Onyu Valley) ตั้งอยู่ที่พรมแดนระหว่างจังหวัดชิงะ และจังหวัดฟุคุอิ โดยที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องความงามของทะเลหมอกที่ตัดกับผืนป่าสีส้มแดงที่ปกคลุมภูเขาอย่างงามยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
ทั้งนี้ช่วงที่สวยที่สุดคือช่วงเดือนตุลาคม เพราะใบไม้เปลี่ยนสีจะเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดครับ
6. นาข้าวฮาตะ
นาข้าวฮาตะ (Hata Rice Terrace) เป็นนาข้าวที่ชาวบ้านปลูกตามขั้นบันไดของเนินเขาที่สูงประมาณ 300-400 เมตรใกล้กับเมืองทาคาชิมะ นาแห่งนี้จะสวยงามเป็นพิเศษตอนช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ต้นข้าวจะเป็นสีเหลืองทองและพร้อมต่อการเก็บเกี่ยวครับ
ที่นี่เป็นนาข้าวแห่งเดียวในจังหวัดชิงะที่ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ในนาข้าวที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นโดยกระทรวงเกษตร ดังนั้นจึงเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวเมืองครับ
7. ชิคุบุชิมะ
ชิคุบุชิมะ (Chikubushima) เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบบิวะ และตามตำนานความเชื่อเล่าว่าเป็นเกาะที่มีพลังทางจิตวิญญาณสูง และมีบรรยากาศที่ดูน่าลึกลับ บนเกาะนั้นมีต้นไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น และมีวัดโฮกอนจิ (Hogon-ji) ตั้งอยู่ครับ
ชาวญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาที่นี่เพื่อสักการะบูชาและรับพลังเพื่อปัดเป่าเคราะห์และความชั่วร้ายออกไปครับ
References
- Shiga-Biwako (Shiga Tourism Official Website)
- Takashima Kanko
- Makino Picland Official Site