หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น12 สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดไอจิ (Aichi) และกิจกรรมน่าสนใจที่ไม่ควรพลาด

12 สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดไอจิ (Aichi) และกิจกรรมน่าสนใจที่ไม่ควรพลาด

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

จังหวัดไอจิ (Aichi Prefecture) เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น และเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคชุบุ โดยตัวจังหวัดมีพรมแดนติดกับจังหวัดมิเอะ จังหวัดกิฟุ จังหวัดชิซูโอกะ และจังหวัดนากาโน่

ตัวจังหวัดนั้นมีความโดดเด่นทางด้านการค้าและอุตสาหกรรม เพราะเป็นที่ตั้งของนาโกย่า เมืองใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทรถยนต์อย่างโตโยต้าที่คนไทยรู้จักกันดีเป็นต้น

บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีของจังหวัดไอจิ
บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีของจังหวัดไอจิ by Nithid Memanee/Shutterstock

การเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดไอจิ

คุณสามารถเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดไอจิได้โดยใช้ขนส่งสาธารณะอย่างเช่น รถไฟหรือรถบัส แต่ทำใจไว้อย่างหนึ่งว่า สำหรับบางสถานที่นอกเมืองนาโกย่านั้น คุณจะต้องเปลี่ยนรถหลายครั้ง และต้องไปลงที่สถานีต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการรอรถด้วย ทำให้คุณเสียเวลาไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว แถมถ้าจะไปที่เที่ยวบางแห่งนั้นไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากแท็กซี่ราคาแพงครับ

ตัวเลือกที่ดีกว่า (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามาเป็นกลุ่มหลายคน) คือการเช่ารถและขับไปสถานที่เหล่านั้นโดยตรงครับ จริงอยู่ว่าค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า แต่คุณจะได้เที่ยวมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

1. นาโกย่า (Nagoya)

นาโกย่าเป็นเมืองหลวงของจังหวัดไอจิ แน่นอนว่าเป็นศูนย์รวมความเจริญของจังหวัด ในเมืองนาโกย่ามีสถานที่ที่น่าสนใจหลายแห่ง ตั้งแต่ปราสาทนาโกย่าอันงดงามและศาลเจ้าอัตสึตะที่ชาวญี่ปุ่นมากมายเคารพนับถือไปจนถึงย่านการค้าอย่างซากาเอะที่มีสินค้าให้เลือกสรรมากมาย นอกจากนี้ยังมีท้องฟ้าจำลองขนาดใหญ่โตอลังการให้ชมและศึกษาเกี่ยวกับดาราศาสตร์อีกด้วย

นาโกย่า
by pajor pawel/Shutterstock

2. โตโยต้า (Toyota)

โตโยต้าเป็นเมืองเล็กๆ ที่เคยชื่อว่าโคโรโมะ (Koromo) ซึ่งเคยเป็นเมืองผลิตผ้าไหมอันมั่งคั่ง แต่ตัวเมืองได้กลายเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทโตโยต้าในช่วงปี ค.ศ.1937 โรงงานหลายแห่งของบริษัทที่ถูกเปิดขึ้นที่นี่ ทำให้ตัวเมืองได้เปลี่ยนชื่อเป็นโตโยต้าในปี ค.ศ.1959

ภายในเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่หลายแห่งด้วยกัน อาทิเช่น

  • Toyota Kaikan Museum – พิพิธภัณฑ์ที่โตโยต้าใช้จัดแสดงรถรุ่นใหม่ๆ และเทคโนโลยีต่างๆ
  • Factory Tours – ทัวร์ชมโรงงานผลิตรถยนต์ของโตโยต้าของจริงที่โรงงานโมโตมาจิ ทากาโอกะ และสึสึมิ ซึ่งคุณจะเห็นทั้ง 4 กระบวนการที่น่าตื่นตาอย่างมาก เพราะมีการใช้หุ่นยนต์และเครื่องจักรที่ทันสมัยครับ ถ้าสนใจจองได้ที่นี่ (แต่ช่วงนี้ปิด เพราะสถานการณ์โรคระบาด)
  • Strawberry Park Mifune – สวนสตอเบอรี่ยูการิที่เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเก็บและรับประทานได้อย่างอิสระ (ภายในเวลาจำกัด)
  • Lake Mikawa – ทะเลสาบที่ชาวญี่ปุ่นนิยมมาพักผ่อนและตกปลาครับ

อีกหนึ่งที่ที่พลาดไม่ได้เลยคือสวนโอบาระฟุเรไอ (Obara Fureai Park) สวนดีถือว่ามีความพิเศษเพราะคุณสามารถชมทั้งใบไม้เปลี่ยนสีและดอกซากุระพร้อมๆ กันได้ เพราะว่าต้นชิกิซากุระ (Shikisakura) ของที่นี่จะบานปีละสองครั้ง ซึ่งครั้งที่สองจะบานในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง หรือประมาณเดือนพฤศจิกายนครับ

สวนโอบาระฟุเรไอ (Obara Fureai Park)
by hongkeng1/Shutterstock

3. อินุยามะ (Inuyama)

อินุยามะเป็นหนึ่งในเมืองสวยแห่งหนึ่งในจังหวัดไอจิ โดยเป็นที่ตั้งของปราสาทอินุยามะที่ทั้งเก่าแก่ สวยงามและยิ่งใหญ่ และยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์อีกด้วยครับ

เมืองอินุยามะ จังหวัดไอจิ
by JayTurbo/Shutterstock

นอกจากนี้ในเมืองมีหมู่บ้านเมจิมุระที่มีอาคารหลายหลังให้นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อีกด้วย แถมยังมีประเพณีจับปลาพื้นเมืองแบบอุไค (Ukai) ให้ได้ชมอีกด้วย

4. ทุ่งดอกพิงค์มอส

ในช่วงเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายนของทุกปี ที่บริเวณ Mt. Chausu Plateau (เชาสึยามะโคเกน) ของหมู่บ้านโทโยเนะ (Toyone Village) จะเปลี่ยนเป็นทุ่งดอกพิงค์มอส หรือดอกชิบาซะกุระ โดยในอาณาบริเวณกว่า 22,000 ตารางเมตรจะมีดอกไม้สีชมพู สีม่วง สีขาวเรียงรายกันไปตามสันเขาอย่างสวยงาม

ทุุ่งดอกพิงค์มอส จังหวัดไอจิ ญี่ปุ่น
by naomisu/Shutterstock

ใครที่ชอบดอกไม้ ผมแนะนำว่าไม่ควรพลาดเลยครับ เพราะในช่วงกลางคืนจะมีการเปิดไฟที่ทำให้สวยยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

ข้อเสียของที่นี่คือ ถ้าจะใช้ขนส่งสาธารณะ จะไปได้โดยใช้แท็กซี่เท่านั้นจากนาโกย่า (อ้างอิงจากเว็บทางการของการท่องเที่ยวไอจิ) ซึ่งค่าแท็กซี่จะแพงหูฉี่ โดยอยู่ที่ 10,000-13,000 เยน ดังนั้นเช่ารถขับจึงเป็นทางออกที่ดีกว่าครับ (100 กิโลเมตร ใช้เวลาขับประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง)

5. โครังเค (Korankei)

โครังเคเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคชุบุ โดยจุดเด่นคือที่นี่คือต้นเมเปิ้ลกว่า 4,000 ต้นนั้นจะเรียงกันไปตามเส้นทางแม่น้ำ (เพราะชาวบ้านในอดีตเป็นผู้ปลูก) และโตรก ซึ่งตัวโตรกนั้นก็สวยงามมาก ดังนั้นไม่แปลกใจเลยครับที่ชาวญี่ปุ่นจะเดินทางมาชมอย่างล้นหลาม

by Phubet Juntarungsee/Shutterstock

นอกจากนี้ใกล้กับจุดชมวิวยังมีวัดและศาลเจ้าหลายแห่งที่น่าไปเยือน อย่างเช่นวัดโคจาคุจิ (Kojakuji Temple) วัดเซนอายุกว่า 600 ปีซึ่งเจ้าอาวาสที่เคยริเริ่มการปลูกต้นเมเปิ้ลเคยพำนักอยู่ที่นี่ และมีชื่อเสียงเรื่องการให้คำทำนายที่แม่นยำ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีการประดับโคมไฟกว่า 1,000 ลูกที่ต้นไผ่บริเวณสองข้างทางที่เข้าสู่วัด ซึ่งงดงามมากทีเดียวครับ

6. ชินชิโระ (Shinshiro)

ชินชิโระเป็นเมืองขนาดเล็กในจังหวัดไอจิที่อยู่ห่างจากนาโกย่าประมาณ 80 กิโลเมตร ตัวเมืองเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงของจังหวัดไอจิและญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ภูเขาโฮไรจิ (Horai-ji) ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีวัดชื่อเดียวกันอายุกว่า 1,300 ปีตั้งอยู่ครับ

Horaiji
Horaiji by Alon Adika/Shutterstock

วัดแห่งนี้เป็นวัดของพระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ้าที่ชาวพุทธมหายานเชื่อว่าช่วยให้หายจากอาการเจ็บป่วย ทำให้ตัววัดมีชาวพุทธเดินทางมาแสวงบุญมากมายตั้งแต่ในอดีต แม้แต่ไดเมียวคนสำคัญอย่างทาเคดะ ชินเก็นและโทคุกาวะ อิเอยาสึก็เคยศรัทธาและบริจาคทรัพย์สินเพื่อทำนุบำรุงวัดมาแล้ว

อีกหนึ่งจุดยอดนิยมก็คือแปลงนาข้าว 1,000 แปลงที่ยอตสึยะ เซ็นไมดะ (Yotsuya Senmaida) ที่เป็นแนวข้าวกว่าหนึ่งพันแปลง เรียงรายขึ้นไปตามสันเขา ซึ่งจะให้ภาพที่สวยงามมากครับ ในช่วงฤดูร้อนนั้นรวงข้าวจะเป็นสีเขียวชอุ่ม แต่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนั้นจะเป็นสีเหลืองอร่ามงดงาม รับกับใบไม้เปลี่ยนสีรายรอบได้เป็นอย่างดี

by daisai/Shutterstock

นอกจากนี้ภายในเมืองชินชิโระยังมีสวนซากุระบูชิ (Sakurabuchi Park) ที่คุณสามารถชมดอกซากุระเบ่งบานตัดกับสายน้ำสีเขียวของลำธารในสวนครับ

7. ชมเทศกาลสึชิมะ เท็นโน

เทศกาลสึชิมะ เท็นโน (Tsushima Tenno Festival) เป็นเทศกาลทางน้ำเก่าแก่ และยิ่งใหญ่อยู่ในอันดับหนึ่งในสามของญี่ปุ่น ในอดีตโอดะ โนบุนากะ ไดเมียวยุคเซ็นโกกุผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งมีบ้านเกิดอยู่บริเวณแถบนี้ก็เคยประืทับใจในเทศกาลนี้อย่างมากเลยครับ

ตัวเทศกาลจะมีทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน โดยไฮไลท์จะอยู่ในช่วงกลางคืนที่จะมีการจุดดอกไม้ไฟอย่างอลังการงานสร้างไปพร้อมๆ กับมีการล่องเรือที่ประดับประดาไปพร้อมกับโคมไฟไปตามแม่น้ำ และแน่นอนว่าจะมีการเล่นดนตรีพื้นบ้านประกอบอีกด้วย ชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาร่วมงานจะใช้ชุดยูกาตะออกมาชมตามริมแม่น้ำครับ

ส่วนในวันรุ่งขึ้นในตอนกลางวันจะมีการแห่เรือไปตามแม่น้ำก็เป็นอันเสร็จพิธีครับ ทั้งนี้พิธีนี้จะจัดที่เมืองสึชิมะ (Tsushima) จังหวัดไอจิ ในช่วงปลายเดือนกรกฏาคมครับ นอกจากเทศกาลนี้แล้วตัวเมืองสึชิมะยังมีชื่อเสียงเพราะมีสวนดอกวิสทีเรีย (Wisteria) อย่างสวนเท็นโนกะวะ (Tennogawa) ที่งดงามเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศครับ

8. โอกาซากิ (Okazaki)

โอกาซากิ (Okazaki) เป็นอีกเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่น้อยอยู่หลายแห่ง ตัวเมืองอยู่ห่างจากนาโกย่าประมาณ 50 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ดังนั้นน่าสนใจไม่น้อยสำหรับการไปเยี่ยมเยือนช่วงสั้นๆ ครับ

by mTaira/Shutterstock

จุดที่น่าสนใจได้แก่

  • ปราสาทโอกาซากิ (Okazaki Castle) บ้านเกิดของโตกุกาวะ อิเอยาสึ ตัวปราสาทได้รับการบูรณะเป็นอย่างดี และมีพิพิธภัณฑ์ที่เล่าชีวิตโชกุนผู้นีัอย่างละเอียดอีกด้วย
  • Iwazu Tenmangu Shrine – ศาลเจ้าที่อุทิศให้กับเทพเจ้าซุกะวาระ โน มิชิซาเนะ เทพเจ้าแห่งสติปัญญาและความเป็นปราชญ์ของศาสนาชินโต นักเรียนญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาที่นี่เพื่อขอให้สอบเรียนต่อได้รับผลสำเร็จตามที่หวังไว้ครับ
  • Okazaki Komadachi – ฟาร์มองุ่น 7 แห่งที่เปิดให้คุณเก็บองุ่นเคียวโฮสดๆ จากต้นมากินได้ไม่จำกัด และไม่มีกำหนดเวลาครับ ค่าเข้าจะสูงหน่อยโดยอยู่ที่ 2,000 เยน แต่ถ้าลองคิดดูว่าองุ่นเคียวโฮที่ไทยพวงนึงก็หลายร้อยบาทแล้ว ยังไงก็คุ้มครับ

โอกาซากิเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีเทศกาลที่น่าสนใจหลายอย่างด้วยกัน ตั้งแต่เทศกาลดอกไม้ไฟไปจนถึงเทศกาลหิ่งห้อย ซึ่งถ้ามีโอกาสคุณไม่ควรพลาดเข้าร่วมหรือเข้าชมครับ

9. มินามิชิตะ (Minamichita)

เมืองริมทะเลที่อยู่ห่างจากนาโกย่าประมาณ 55 กิโลเมตร ที่นี่มีไฮไลท์อยู่ที่ทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่อย่างคันโกะโนเอ็น ฮานะฮิริบะ (Kanko Noen Hana Hiroba) ซึ่งมีดอกไม้หลากชนิด โดยเฉพาะดอกทานตะวันซึ่งมีการปลูกเรียงรายกันไปอย่างมากมายครับ จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างหนึ่งคือ คุณสามารถเก็บดอกไม้กลับไปได้คนละ 10 ดอกครับ (แต่ดอกทานตะวันได้แค่ 3 ดอก)

มินามิชิตะ จังหวัดไอจิ
by m.y.m09/Shutterstock

อีกหนึ่งสิ่งที่คุณทำได้คือเก็บเมลอนและสตรอเบอรี่ แต่สองกิจกรรมนี้ walk-in ไม่ได้ครับ คุณจะต้องจองล่วงหน้านานเป็นเดือนทีเดียว เพราะได้รับความนิยมมาก

ใกล้กับมินามิชิตะมีหมู่บ้านออนเซ็นตั้งอยู่ด้วย ซึ่งคุณสามารถแช่น้ำร้อนเพื่อผ่อนคลาย และชมวิวสวยๆ ของท้องทะเลไปได้พร้อมๆ กันครับ

10. นิชิโอะ (Nishio)

นิชิโอะเป็นอีกหนึ่งเมืองริมทะเลของจังหวัดไอจิ โดยห่างจากเมืองนาโกย่าไปประมาณ 40 กิโลเมตร ตัวเมืองมีบรรยากาศสบายๆ และมีเทศกาลรื่นเริงหลายเทศกาลทุกปี อาทิเช่น โยเนสึ โน คาวามาสึริ (Yonezu no Kawamatsuri) ซึ่งคล้ายกับเทศกาลลอยกระทงของไทย กล่าวคือชาวเมืองจะลอยโคมไฟนับพันไปตามแม่น้ำ พร้อมกับจุดดอกไม้เฉลิมฉลองไปด้วยครับ

Nishio Temple
by daisai

นอกจากนี้ในเมืองจะมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง อาทิเช่น

  • Jokutu Temple – วัดเก่าแก่กว่าพันปีที่มีพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่ ซึ่งชาวเมืองสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณของผู้ที่หายไปในท้องทะเลครับ
  • Matcha Green Tea Museum Saijoen Waku Waku – เมืองนิชิโอะเป็นเมืองที่ผลิตมัจฉะหรือชาเขียวของญี่ปุ่นได้เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้คุณได้เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชาเขียว ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการผลิต ไปจนถึงวิธีการดื่มชาเขียวต่างๆ เพื่อให้ได้รสชาติดีที่สุดครับ
  • Sakushima – เกาะซากุชิมะเป็นเกาะเล็กๆ ที่ห่างไปจากชายฝั่งไม่ไกลนัก ที่นี่มีบรรยากาศอันเงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อนทั้งกายใจครับ
  • Nishio City History Park – สวนที่เคยเป็นที่ตั้งของปราสาทนิชิโอะของตระกูลโคโนเอะอันเกรียงไกร ตัวปราสาทมีประวัติความเป็นมากว่า 800 ปี ด้านในมีร้านชาแบบดั้งเดิมที่คุณสามารถชิมชาระดับตำนานของเมืองได้ครับ

11. ทาฮาระ (Tahara)

เมืองทาฮาระเป็นเมืองอันเงียบสงบที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนต่างๆ ตัวเมืองห่างจากนาโกย่าประมาณ 90 กิโลเมตรครับ

สวนที่คุณไม่ควรพลาดก็คือสวนอิราโกะนาโนฮานะ (Irago Nanohana Garden) ซึ่งดอกเรพซีดสีเหลืองจะบานสะพรั่งเต็มทุ่งในจำนวนที่มากถึงสิบล้านดอกทีเดียว ทำให้คุณเห็นเหมือนกับพรมสีเหลืองเต็มคาบสมุทรอัตซูมิเลยครับ นอกจากนี้ในสวนยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจด้วยเช่นกัน

by yokoken/Shutterstock

อีกกิจกรรมที่ชาวญี่ปุ่นชอบมากที่เมืองนี้คือการเก็บเมลอนและสตรอเบอรี่ (เก็บเสร็จแล้วกินได้เลยแบบไม่จำกัด) ซึ่งสามารถเก็บได้ที่หลายสวนด้วยกัน อาทิเช่น Seaside Farm Irago, Maruka Nouen Farm หรือ New Atsumi Kanko Farm

สำหรับราคาเก็บเมลอนจะเริ่มต้นที่ 2,000 เยนต่อคน แต่บางแห่งอาจจะสูงถึง 3,800 เยน เพราะอนุญาตให้คุณนำเมลอนที่เก็บมากลับบ้านได้คนละลูกครับ

นอกจากนี้ทาฮาระยังมีจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือที่ Hii-no-Sekimon ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ กลางทะเลที่มีช่องทะลุชั้นหินไปตามธรรมชาติ ชาวญี่ปุ่นมักจะนั่งเรือมาชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในช่วงวันปีใหม่ครับ

12. ชมซากุระที่สองฝั่งของแม่น้ำโกโจ

สองฝั่งของแม่น้ำโกโจ (Gojo River) ที่ไหลผ่านเมืองอิวากุระ (Iwakura) ในจังหวัดไอจินั้นมีต้นซากุระที่บานสะพรั่งอย่างหนาแน่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิกว่า 1,400 ต้นเรียงรายกันไปหลายกิโลเมตร ทำให้เป็นทัศนียภาพที่งดงามมากจนติดอันดับ 1 ใน 100 อันดับของจุดชมซากุระที่สวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว

by tran cong phuc/Shutterstock

นอกจากนี้ยังมีเทศกาลและงานรื่นเริงให้ผู้เข้าชมได้ร่วมสนุกอีกด้วย เมืองอิวากุระเองห่างจากนาโกย่าไปแค่ 17 กิโลเมตร ทำให้ใช้เวลาเดินทางไปไม่นานนัก ด้วยการนั่งรถไฟ Meitetsu Inuyama Line ไปลงสถานี Iwakura ครับ

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!