หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น10 ที่เที่ยวนารา (Nara) และกิจกรรมน่าสนใจที่ไม่ควรพลาด

10 ที่เที่ยวนารา (Nara) และกิจกรรมน่าสนใจที่ไม่ควรพลาด

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

นารา (Nara) เป็นเมืองหลวงของจังหวัดนารา (Nara Prefecture) ตัวเมืองมีชื่อเสียงเพราะเป็นเมืองหลวงโบราณของประเทศญี่ปุ่น และมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นครับ

ดังนั้นถ้าคุณอยากมาชมเมืองสวยๆ ของญี่ปุ่นแล้วนั้น นาราควรจะอยู่ในท็อปลิสต์ของคุณอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ

ในบทความนี้จะแนะนำให้คุณรู้จักกับเมืองนาราคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นลำดับต่อไปครับ

ความเป็นมาของเมืองนารา (Nara)

นาราตั้งอยู่ในภูมิภาคคันไซ (Kansai) ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางค่อนไปทางทิศตะวันตกของประเทศ โดยตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโตเกียวครับ

จากหน้าประวัติศาสตร์ นาราเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ นักประวัติศาสตร์ได้ค้นพบสุสานโบราณและเชื่อว่าพื้นที่บริเวณนี้มีผู้อยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้วครับ

ความสำคัญของนาราเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.708 เมื่อจักรพรรดินีเกนเมย (Empress Genmei) ได้โปรดให้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองฟูจิวาระเคียว (Fujiwara-kyo) ในจังหวัดยามาโตะมายังเฮยโจเคียว (Heijo-kyo) ซึ่งก็คือเมืองนาราในปัจจุบันนั่นเองครับ

เมืองนารา (Nara) ในปัจจุบัน by Sean Pavone/ShutterStock

ตัวเมืองเฮยโจเคียวนั้นได้สร้างขึ้นตามแบบของเมืองฉางอาน เมืองหลวงของราชวงศ์ถังของจีน ดังนั้นสร้างขึ้นตามหลักฮวงจุ้ยที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ

ในช่วงเดียวกันศาสนาพุทธก็ได้เผยแพร่เข้ามาในญี่ปุ่น ทำให้เฮยโจเคียวกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนาด้วยเช่นกัน วัดจำนวนมากมายได้ถูกสร้างขึ้น และดึงดูดผู้แสวงบุญชาวพุทธจากทั่วเกาะญี่ปุ่นครับ

ช่วงเวลาที่เฮยโจเคียวหรือนาราเป็นเมืองหลวงจึงถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรม ยุคนี้จึงได้ชื่อว่ายุคนารา (Nara Period)

อย่างไรก็ดียุคนี้ยาวแค่ 74 ปีเท่านั้น เพราะในปี ค.ศ.784 จักรพรรดิกันมุ (Emperor Kanmu) ได้โปรดให้ย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองชั่วคราวอย่างนากาโอกะ ระหว่างที่เมืองเฮอันเคียว (Heian-kyo หรือเกียวโต) เมืองหลวงถาวรกำลังถูกสร้างขึ้น

by VBSE21/ShutterStock

แม้ว่าราชสำนักจะย้ายไปแล้ว แต่เมืองนารายังคงมีความสำคัญอยู่ในฐานะเมืองหลวงที่สองของญี่ปุ่น เหล่าวัดต่างๆ ในเมืองล้วนแต่ขึ้นมามีอำนาจใหญ่โต และเป็นกลุ่มทางการเมืองที่สำคัญไม่แพ้เหล่าตระกูลชนชั้นสูงเลยทีเดียว

ช่วงปลายยุคเฮอัน ตระกูลไทระที่ทรงอำนาจในขณะนั้นได้พยายามจะลดอำนาจของวัดเหล่านี้ที่สนับสนุนเจ้าชายโมจิฮิโตที่เป็นศัตรูการเมืองของพวกตน เหตุการณ์นี้บานปลายใหญ่โต จนสุดท้ายเกิดเป็นการต่อสู้กัน และทำให้วัดต่างๆ ในนาราได้รับความเสียหายยับเยิน เช่นเดียวกับตัวเมืองเก่าที่พังพินาศ

หลังจากที่ตระกูลมินาโมโตะได้ขึ้นเป็นโชกุนได้มีการสร้างเมืองนาราขึ้นมาใหม่ และบูรณะวัดที่ได้รับความเสียหายขึ้นมา แต่บทบาทของนาราไม่เคยฟื้นคืนกลับมาเหมือนกับในอดีต ตลอดช่วงยุคเอโดะ นาราได้เป็นเมืองการค้าที่เงียบสงบที่ปกครองโดยรัฐบาลโชกุนโดยตรง และไม่ได้เผชิญกับความวุ่นวายเท่าไรนัก

เมืองนาราในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
เมืองนาราในช่วงฤดูใบไม้ร่วง by fotogrin/Shutterstock

ในช่วงยุคเมจิ รัฐบาลญี่ปุ่นในเวลานั้นมองว่าศาสนาพุทธเกี่ยวข้องกับระบอบไดเมียว ดังนั้นจึงพยายามลดบทบาท ด้วยการแยกศาสนาพุทธและชินโตออกจากกัน แต่ความเกี่ยวพันของสองศาสนาในญี่ปุ่นนั้นแน่นจนยากที่จะทำได้ ผลของนโยบายนี้ทำให้ปูชนียสถานในนาราได้รับความเสียหายไปไม่น้อย

ปัจจุบันนาราเป็นเมืองขนาดกลางที่มีประชากรประมาณ 350,000 คน และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เพราะมีปูชนียสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกครับ

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปเที่ยวเมืองนารา (Nara) ทำอย่างไร?

เมืองใหญ่ที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางคือโอซาก้า โดยจะใช้คุณควรจะใช้บริการของ JR West ครับ

วิธีนี้ง่ายดายที่สุด โดยคุณแค่ใช้บริการรถไฟ Yamatoji Rapid Service คุณสามารถมาถึงนาราได้ภายในเวลา 50 นาทีครับ ค่าตั๋วรวมอยู่ใน Japan Rail Pass แล้วด้วยครับ

จากโตเกียว

Shinkansen + Rapid Express – ขั้นตอนแรก คุณจะต้องเดินทางไปยังเกียวโตก่อน โดยวิธีที่เร็วที่สุดคือ JR Tokaido Shinkansen ครับ ถ้าสามารถใช้บริการขบวนโนโซมิหรือฮิคาริได้จะดีที่สุด เพราะจะใช้เวลา 140-160 นาทีเท่านั้น

หลังจากที่ถึงเกียวโตแล้ว คุณจะต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟ Miyakoji Rapid Service ของ JR West ไปยังนารา ขั้นตอนหลังนี้ใช้เวลา 45 นาทีครับ

สำหรับเมืองอื่นๆ ที่ Tokaido Shinkansen ผ่านอย่างเช่น นาโกย่า, ชิซุโอกะ หรือโอดาวาระก็ใช้วิธีการแบบเดียวกัน นั่นคือนั่งไปลงเกียวโตก่อน และต่อรถไฟเข้านาราครับ

ตั๋วรถไฟ JR West ไปยังนาราสามารถซื้อได้จากลิงค์นี้ครับ

อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจคือการเช่ารถขับ เพราะคุณจะได้ขับรถชมสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ระหว่างที่เดินทางมายังนาราครับ

ข้อมูลส่วนนี้ผมอ้างอิงจาก Visit Nara (เว็บไซต์การท่องเที่ยวนารา) ผมแนะนำให้ตรวจสอบที่ต้นทางอีกครั้งก่อนออกเดินทาง เพราะข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ครับ

การเดินทางในเมืองนารา

สำหรับใครที่ไม่ได้ขับรถมาเที่ยวนารา คุณจะต้องนั่งรถบัสเพื่อสัญจรไปมาเป็นหลัก การซื้อ Nara Bus Pass ของบริษัท Nara Kotsu จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะในราคาเริ่มต้นที่ 500 เยนต่อวัน คุณจะใช้รถบัสของบริษัทได้ไม่จำกัดเลยครับ

ที่พัก

สำหรับใครที่ยังไม่ได้จองที่พัก ผมแนะนำให้อ่านบทความที่พักนาราดีๆ ของผมเพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

1. สักการะวัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ (Todaiji Temple) เป็นหนึ่งในวัดที่สำคัญที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และเป็นศูนย์กลางของเมืองตั้งแต่เมื่อครั้งที่นาราเป็นเมืองหลวงของประเทศ เชื่อกันว่าสาเหตุหนึ่งที่จักรพรรดิกันมุทรงให้ย้ายเมืองหลวงไปยังเกียวโตก็เพราะว่าอิทธิพลของคณะสงฆ์ของวัดแห่งนี้เองครับ

ตัววัดนั้นสร้างขึ้นจากไม้ และมีขนาดใหญ่โตอลังการ อย่างไรก็ดีตัววัดเคยถูกทำลาย (อย่างจงใจ) หลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ ทำให้อาคารต่างๆ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นของสร้างใหม่ในปี ค.ศ.1692 ครับ

by Cezary Wojtkowski/ShutterStock

ไฮไลท์ของวัดแห่งนี้มีอยู่หลายจุดด้วยกัน อาทิเช่น

ประตูนันไดมอน (Nandaimon Gate) – ประตูขนาดใหญ่อันสวยงามที่มีรูปปั้นเทพารักษ์ (นิโอะ) สององค์ประดิษฐานอยู่ รูปปั้นทั้งสองนี้เป็นผลงานของอุนเก (Unkei) และไคเก (Kaikei) ช่างฝีมือระดับตำนานของญี่ปุ่น และมีอายุเกือบหนึ่งพันปีครับ

by Amstk/ShutterStock

ไดบุตสึเดน (Daibutsuden) – หอพระพุทธรูปที่เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นจากไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่สูง 15 เมตรที่สร้างขึ้นจากสำริด องค์พระเป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกทั่วทั้งญี่ปุ่นครับ

by Alex Waltner Photography/ShutterStock

หอนิกะสึโด (Nigatsudo Hall) – หอที่ใช้ประกอบพิธีกรรมโอมิสึโทริในช่วงเดือนต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีทางศาสนาพุทธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ถ้าคุณมาเที่ยวนาราในช่วงนั้นก็อย่าพลาดไปชมครับ

หอนิกะสึโด
by EvergreenPlanet/ShutterStock

นอกเหนือจากช่วงพิธีกรรมแล้ว หอนี้เป็นจุดชมวิวมุมสูงของตัววัดและเมืองนาราที่สวยงามครับ

พิพิธภัณฑ์โทไดจิ (Todaiji Museum) – พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาปูชนียวัตถุมากมายของทางวัดที่คุณสามารถเข้าชมได้ครับ

ไม่เพียงเท่านั้นภายในบริเวณวัดยังมีอาคารหลายแห่งและสวนที่สวยงาม เหมาะต่อการเข้าชมและถ่ายรูปครับ

วัดโทไดจิในตอนเย็น
by Sean Pavone/ShutterStock

ค่าเข้าชม: 600 เยน (สำหรับไดบุตสึเดน)

2. ชมวัดโกฟุคุจิ

วัดโกฟุคุจิ (Kofukuji Temple) เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีความยิ่งใหญ่และสำคัญมากของเมืองนารา ในอดีตที่นี่เป็นวัดประจำตระกูลฟูจิวาระที่เรืองอำนาจเหนือแผ่นดินญี่ปุ่นช่วงนยุคเฮอัน และมีอาคารถึง 150 หลังด้วยกัน แต่ก็ถูกทำลายไปในหน้าประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะมีการสร้างใหม่ให้สวยงามเช่นเดิมในยุคหลังครับ

วัดโกฟุคุจิ สถานที่เที่ยวนารา (Nara)
by Sean Pavone/ShutterStock

ไฮไลท์ของวัดแห่งนี้ประกอบไปด้วย

เจดีย์ 5 ชั้น – สัญลักษณ์ของวัดและเมืองนารา ตัวเจดีย์สร้างจากไม้และสูงเป็นอันดับสองของญี่ปุ่น (50 เมตร) ตัวเจดีย์มีประวัติย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 8 แต่ได้รับการสร้างใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 15 ครับ

เจดีย์ 5 ชั้นที่นารา
by mTaira/ShutterStock

Central Golden Hall – อาคารหลักของตัววัดที่ถูกไฟไหม้เสียหายยับเยิน เพิ่งได้รับการสร้างใหม่เสร็จสิ้นในปี ค.ศ.2018

Eastern Golden Hall – อาคารที่เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยากุชิเนียวไรอันงดงาม

National Treasure Museum – พิพิธภัณฑ์ที่เก็บปูชนียวัตถุระดับสุดยอดของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศิลป์ประเภทรูปปั้นต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปปั้นอสุราสามเศียรหกกรอันเลื่องชื่อครับ

สวนญี่ปุ่นภายในวัด
by Leonid Andronov/ShutterStock

ค่าเข้าชม: 300-700 เยน สำหรับแต่ละไฮไลท์ รวมทั้งหมดจะอยู่ที่ 1,700 เยน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของทางวัด (ภาษาอังกฤษ)

3. ชมศาลเจ้าคาสึกะไทฉะ

ศาลเจ้าคาสึกะไทฉะ (Kasugataisha Shrine) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดแห่งหนึ่งในนารา โดยตระกูลฟูจิวาระสร้างขึ้นเพื่อใช้สักการะเทพเจ้าที่ช่วยปกป้องเมืองแห่งนี้ครับ

ศาลเจ้าคาสึกะไทฉะ
by beersonic/ShutterStock

จุดเด่นของศาลเจ้าแห่งนี้คือมีโคมไฟหินและสำริดมากมายกว่า 3,000 ชิ้น ซึ่งบริจาคโดยผู้ศรัทธาทุกยุคทุกสมัย โคมไฟเหล่านี้จะถูกจุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคมในช่วงเทศกาลครับ

ศาลเจ้าคาสึกะไทฉะ และโคมไฟ
by Evanna Tsai/ShutterStock

ด้านในศาลเจ้าจะมีสวนดอกไม้ตั้งอยู่ซึ่งจะปลูกพืชที่ปรากฏในบทกลอนมันโยชุ (Manyoshu) ที่มีที่มาจากสมัยนารา แต่ที่โดดเด่นจริงๆ คือดอก Wisteria ซึ่งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวมักจะมาชมกันในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมครับ

สำหรับใครที่ชอบชมโบราณวัตถุ ในศาลเจ้าก็มีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาของเก่าแก่ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 8 ครับ

ค่าเข้าชม: ด้านนอกฟรี ด้านใน 500 เยน, พิพิธภัณฑ์และสวนดอกไม้แห่งละ 500 เยน

ที่นี่มีกฎระเบียบการถ่ายรูปที่เคร่งครัดมาก โปรดอ่านก่อนถ่ายที่เว็บไซต์ของศาลเจ้าครับ

4. ยลสวนอิซุยเอน

สวนอิซุยเอน (Isuien Garden) เป็นสวนแบบญี่ปุ่นที่สวยงามมาก และอยู่ไม่ไกลกับทั้งวัดโทไดจิและโกฟุคุจิ ตัวสวนมีสระน้ำซึ่งให้ความร่มรื่นและเงียบสงบ นอกจากนี้ยังมีโรงน้ำชาแบบญี่ปุ่นตั้งอยู่หลายหลัง เหมาะอย่างยิ่งกับนักท่องเที่ยวที่อยากนั่งพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเที่ยวชมเมืองนาราครับ

สวนสวยๆ ในเมืองนารา
by Tupungato/ShutterStock

ค่าเข้าชม: 1500 เยน

5. เล่นกับกวางที่สวนนารา

สวนนารา (Nara Park หรือนาราโคเอ็น) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนารา จุดเด่นของสวนแห่งนี้คือมีกวางกว่า 1,400 ตัวโดยที่กวางสามารถเดินไปเดินมาได้อย่างอิสระครับ

by fotogrin/ShutterStock

ในอดีตชาวเมืองเชื่อว่าเทพเจ้าชินโตเสด็จลงมาโลกมนุษย์ด้วยการขี่กวางสีขาว ดังนั้นพวกเขาจึงมองว่ากวางเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามทำอันตรายโดยเด็ดขาด (ผู้ละเมิดมีโทษประหาร) ปัจจุบันกวางไม่ได้มีสถานะเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็อยู่ในสถานะที่ได้รับการปกป้อง เพราะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนาราครับ

คุณสามารถมาเดินเล่นเพื่อชมและให้อาหาร (แคร็กเกอร์) พวกมันได้อย่างอิสระ รวมไปถึงชมความสวยงามของดอกซากุระด้วย ถ้าคุณมาเที่ยวนาราในช่วงฤดูใบไม้ผลิครับ

กวางและซากุระที่สวนนารา
by brinlietravels/ShutterStock

6. ชมวัดโฮริวจิ

วัดโฮริวจิ (Horyuji Temple) เป็นพุทธสถานที่ล้ำค่าที่สุดในแผ่นดินญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะวัดแห่งนี้เป็นวัดอันดับแรกๆ ในประเทศที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.607 และยังเป็นสิ่งก่อสร้างจากไม้ที่อายุยืนที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยครับ

จุดเด่นในหน้าประวัติศาสตร์ของวัดแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือ แทบไม่เคยถูกทำลายด้วยฝีมือมนุษย์หรือภัยธรรมชาติเลย ยกเว้นในปี ค.ศ.670 เพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เกิดไฟไหม้ใหญ่ ทำให้ตัววัดที่คุณเห็นอยู่เป็นของเดิมที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาทุกยุคทุกสมัยครับ

วัดโฮริวจิ
by Vladimir Zhoga/ShutterStock

ตัววัดมีขนาดใหญ่โตมากจนสามารถแบ่งออกเป็นสองฝั่งใหญ่ๆ ได้แก่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกครับ

ฝั่งตะวันออกจะมีไฮไลท์คืออาราม 6 เหลี่ยมซึ่งอุทิศให้กับเจ้าชายโชโตกุผู้สร้างวัด และเป็นกำลังสำคัญที่เผยแผ่พุทธศาสนาในดินแดนอาทิตย์อุทัย และยังมีอนุสาวรีย์ของเจ้าชายตั้งอยู่ด้วยครับ

ส่วนฝั่งตะวันตกจะเป็นฝั่งที่ใหญ่กว่า โดยประกอบด้วยไฮไลท์ดังต่อไปนี้

  • ประตูชุมง (Chumon Gate) – ประตูอายุกว่า 1,500 ปีที่มีรูปปั้นเทพารักษ์สององค์ปกปักรักษา รูปปั้นเหล่านี้ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นครับ
  • อารามหลัก (Central Hall) – ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปปั้นพระโพธิสัตว์ ซึ่งถือว่าเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เพราะมีประวัติย้อนไปได้ถึงช่วงศตวรรษที่ 6-7 ที่ศาสนาพุทธเพิ่งเผยแผ่เข้ามาจากดินแดนเกาหลีครับ
  • เจดีย์ 5 ชั้น – ในเจดีย์มีงานศิลป์ทำจากดินเหนียวที่เล่าถึงพุทธประวัติ ตัวงานเป็นของเดิมจากสมัยนาราครับ
by mTaira/ShutterStock

สิ่งก่อสร้างทั้งสามเป็นของเดิมแท้ๆ ที่ถูกบูรณะ ด้วยอายุขนาดนี้แทบจะหาชมไม่ได้จากที่อื่นครับ ดังนั้นทั้งสามสิ่งนี้จึงถือว่าสุดยอดจริงๆ นอกจากนี้ยังมี

  • หอไดโกโด (Daikodo Hall) – ในอดีตเคยใช้เป็นหอธรรมเทศนา ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสมัยเฮอันครับ

ใกล้กับวัดโฮริวจิมีวัดอีกแห่งหนึ่งชื่อวัดชูกุจิ (Chuguji Temple) ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปมิโรกุ โบสัตสึ (Miroku Daibutsu) พระพุทธรูปที่มีรอยยิ้มที่ดูลึกลับและเป็นปริศนาครับ ชาวญี่ปุ่นบางคนเปรียบว่าเหมือนกับโมนาลิซาครับ

ค่าเข้าชม: 1500 เยน

เนื่องจากวัดโฮริวจิอยู่นอกเมืองนารา โปรดอ่านวิธีการเดินทางไปได้จากเว็บไซต์ของทางวัดครับ

7. ชมวัดโทโชไดจิ

วัดโทโชไดจิ (Toshodaiji Temple) เป็นวัดที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความสมมาตรของโครงสร้างที่แต่ละด้านเท่ากันแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว

วัดโทโชไดจิ
by Adon Daiji/ShutterStock

ตัววัดมีประวัติความเป็นมาเกือบ 1,300 ปี เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 8 โดยพระกันจิน (หรือเจี้ยนเจินในภาษาจีนกลาง) ที่จักรพรรดิญี่ปุ่นได้นิมนต์ให้มาฝึกสอนพระชาวญี่ปุ่นครับ พระรูปนี้ได้เผยแผ่ศาสนาจนกระทั่งสิ้นอายุขัยในดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้นี่เอง

ปัจจุบันในวัดยังเหลือสิ่งก่อสร้างของเดิมอยู่สองแห่ง นั่นคืออาคารหลัก (Kondo) และหอธรรมเทศนา (kodo) ส่วนที่เหลือเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ในยุคหลัง แต่ก็สร้างได้สวยงามตามศิลปกรรมนาราครับ

ค่าเข้าชม: 1000 เยน

8. ชมเจดีย์ที่วัดยาคุชิจิ

วัดยาคุชิจิ (Yakushiji Temple) เป็นวัดที่โดดเด่นเรื่องความสมมาตรไม่แพ้วัดโทโชไดจิ ศูนย์กลางของตัววัดมีอารามหลักซึ่งกระหนาบข้างด้วยเจดีย์สองหลัง

by KPG-Payless/ShutterStock

สิ่งก่อสร้างทั้งสามได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดของพุทธศิลป์ญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีอาคารที่เป็นของเดิมจริงๆ หรือเจดีย์ตะวันออกเท่านั้น ที่เหลือล้วนแต่สร้างขึ้นในช่วงหลังครับ

by Luciano Mortula – LGM/ShutterStock

ด้านในอารามหลักประดิษฐานพระพุทธรูปยากุชิเนียวไรที่นั่งอยู่ฐานที่ตบแต่งด้วยจุดเด่นของอาณาจักรต่างๆ ในเส้นทางสายไหมในอดีตครับ ส่วนอารามตะวันออกจะประดิษฐานรูปปั้นของพระโพธิสัตว์กวนอิมอันงดงามครับ

ค่าเข้าชม: 1100 เยน

9. ย้อนอดีตที่พระราชวังเฮย์โจ

พระราชวังเฮย์โจ (Heijo Palace) เคยเป็นสถานที่พำนักของจักรพรรดิญี่ปุ่นเมื่อครั้งที่นาราเป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่เมื่อราชสำนักย้ายไปที่เกียวโต พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างไม่ได้ดูแลรักษา ทำให้สุดท้ายแล้วตัวอาคารเดิมสูญสลายไปทั้งหมดครับ พื้นที่ตรงนี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ปลูกข้าวไปเสียอย่างนั้น

พระราชวังเฮย์โจ (Heijo Palace)
by Benny-K/ShutterStock

อย่างไรก็ดีปัจจุบันตัวพระราชวังได้ถูกสร้างใหม่บางส่วนตามสถาปัตยกรรมแบบเดิมอย่างสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหอไดโกคุเด็นที่จักรพรรดิใช้ว่าราชการ เพราะฉะนั้นคุณสามารถเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศได้ครับว่าในอดีตสถานที่แห่งนี้เคยยิ่งใหญ่เพียงใด

10. ชมโบราณวัตถุที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินารา

พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินารา (Nara National Museum) เป็นสถานที่เก็บรักษาปูชนียวัตถุและพุทธศิลป์ญี่ปุ่นจำนวนมาก อาทิเช่นภาพเขียนและรูปปั้นเป็นต้น ตัวพิพิธภัณฑ์เองก็สวยงาม เพราะสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมในยุคเมจิครับ

ค่าเช้าชม: 700 เยน

ตัวอย่างแพลนทริปนารา

ด้านล่างคือ infographic แพลนทริปนาราที่ผมได้จัดทำขึ้น คุณสามารถนำไปใช้ในการแพลนทริปได้อย่างอิสระ แต่ต้องตรวจสอบเรื่องวิธีการเดินทางให้ดีอีกครั้ง เพราะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ครับ

infographic ทริปเกียวโต-นารา

References

  • Visit Nara
  • Kofukuji Temple Official Site
  • Kasugataisha Shrine Official Site
  • Horyuji Temple Official Site
Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!