หน้าแรกสถานที่ท่องเที่ยวยุโรป15 ที่เที่ยวตูริน (Turin) และกิจกรรมน่าสนใจที่ไม่ควรพลาด

15 ที่เที่ยวตูริน (Turin) และกิจกรรมน่าสนใจที่ไม่ควรพลาด

-

ต่อไปบทความของผมจะหาพบได้ยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

เมืองตูริน (Turin) หรือโตริโน่ (Torino) ในภาษาอิตาเลียน เป็นเมืองหลวงของเขต Piedmont ในประเทศอิตาลี คนไทยส่วนมากน่าจะรู้จักเมืองนี้เพราะเป็นที่ตั้งของสโมสรฟุตบอลยูเวนตุส ทีมชั้นนำในลีคกัลโช่ เซเรีย อาครับ

อย่างไรก็ดีเมืองตูรินเป็นเมืองโบราณที่มีความสวยงาม พระราชวังที่โอ่โถ่ง และมีพิพิธภัณฑ์ระดับโลกตั้งอยู่อีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าคุณได้ไปเยือนประเทศอิตาลี การไปเยือนเมืองตูรินสักครั้งจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดครับ

ในบทความนี้จะนำคุณไปรู้จักกับเมืองตูรินโดยคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเป็นลำดับต่อไปครับ

Affiliate Disclosure: เพื่อความโปร่งใส ผมขอแจ้งว่าในบทความมี Affiliate Links หรือแปลว่าถ้าคุณจองบริการหรือซื้อบัตรต่างๆ ผ่านทางลิงค์ในบทความ ผมจะได้รับส่วนแบ่งจากผู้ให้บริการครับ

รู้จักเมืองตูริน (Turin)

ตูรินตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี โดยด้านตะวันตกและเหนือของเมืองคือแนวเทือกเขาแอลป์อันสวยงาม บริเวณเมืองนั้นมีแม่น้ำโป (Po River) ไหลผ่าน เช่นเดียวกับแม่น้ำอื่นๆ อีกสามแห่ง ทำให้พื้นที่บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ครับ

ย้อนกลับไปในช่วงประมาณ 220 ปีก่อนคริสตกาล พื้นที่แถบเมืองตูรินเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาว Taurini ซึ่งได้สร้างเมืองของพวกตนขึ้น ในช่วงที่อาณาจักรโรมันทำสงครามกับคาร์เธจ (อาณาจักรโบราณของชาวฟินีเซียนที่ตั้งอยู่ในประเทศตูนิเซียในปัจจุบัน) กองทัพคาร์เธจที่ได้ข้ามเทือกเขาแอลป์มาจากสเปนได้โจมตีเมืองแห่งนี้เพราะเป็นทางผ่านไปสู่อาณาจักรโรมัน นี่เป็นครั้งแรกที่เมืองตูรินปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ครับ

เมืองตูริน (Turin)
by Vlas Telino studio/ShutterStock

ต่อมาในช่วงปี 27 ก่อนคริสตกาล ตูรินได้ถูกปกครองโดยชาวโรมัน ซึ่งในช่วงนี้ตัวเมืองมีชื่อว่า Augusta Taurinorum และได้มีการสร้างกำแพงเมืองสูงใหญ่ขึ้นป้องกันเมือง โดยในสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของยุคโรมันนั้น ตัวเมืองมีประชากรประมาณ 5,000 คน ซึ่งถือว่าใหญ่ระดับหนึ่งแต่ไม่เท่ากับเมืองเอกอย่างราเวนนา หรือ อาเรสโซครับ

หลังจากจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลาย เมืองตูรินได้ถูกเปลี่ยนมือไปมาระหว่างอนารยชนเผ่าต่างๆ และชาวไบแซนไทน์ที่พยายามยึดครองดินแดนในอิตาลีกลับคืน จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 8 ได้ตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิแฟรงก์ และจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในเวลาต่อมา

เมืองตูริน โดยมีเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง
by Boris Stroujko/ShutterStock

ในช่วงศตวรรษที่ 12-13 ตัวเมืองถูกปกครองด้วยระบบรัฐทางศาสนา โดยมีบิชอปเป็นประมุข ก่อนที่จะถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ Duchy of Savoy ในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 ช่วงนี้เป็นช่วงที่เมืองตูรินเริ่มกลายเป็นเมืองเอกของอิตาลี สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และสวยงามได้ถูกสร้างขึ้นมากมายครับ

ช่วงศตวรรษที่ 16 ตูรินได้กลายเป็นเมืองหลวงของดัชชีแห่งซาวอย (Duchy of Savoy) ทำให้มีการสร้างปราสาทราชวังเพื่อรองรับดยุคผู้เป็นประมุขแห่งรัฐ และยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกหลังจากที่ดยุคแห่งซาวอยได้ครอบครองดินแดนซาร์ดิเนีย ทำให้พระองค์สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งซาร์ดิเนียครับ ในช่วงนี้เองที่ตูรินมีประชากรถึงเกือบหนึ่งแสนคนเลยทีเดียว

ที่เที่ยวตูริน (Turin)
by Sean Pavone/ShutterStock

ในปี ค.ศ.1861 นครรัฐต่างๆ ในอิตาลีได้รวมตัวกันเป็นประเทศอิตาลี ซึ่งในช่วงสี่ปีแรกนั้น เมืองหลวงคือเมืองตูรินแห่งนี้ ก่อนที่จะย้ายไปเมืองฟลอเรนซ์ ตามมาด้วยกรุงโรมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเมืองหลวงแล้ว แต่ตูรินยังคงเป็นเมืองที่เจริญที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี เพราะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและคมนาคม และเป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมที่รุ่งโรจน์ ทำให้ประชากรจากที่ต่างๆ อพยพมาอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ครับ

ส่วนหนึ่งของเมืองตูรินในปัจจุบัน
by Vlas Telino studio/ShutterStock

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นช่วงที่เมืองตูรินได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทิ้งระเบิด ทำให้อาคารในเมืองพังทลายไปถึง 54% แต่ทางเมืองก็กลับมารุ่งโรจน์อย่างรวดเร็ว เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีบริษัทชั้นนำอย่าง Fiat และ Lancia ที่กระตุ้นการจ้างงานอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าวครับ

ปัจจุบันเมืองตูรินเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศอิตาลี นักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลมาชมตัวเมืองเก่าที่สวยงาม ตลอดจนพิพิธภัณฑ์อียิปต์วิทยาชั้นนำของโลก ไปจนถึงเข้าชมการแข่งขันกีฬาที่สนามเหย้าของสโมสรยูเวนตุส รวมไปถึงรับประทานอาหารพื้นเมืองแสนอร่อยครับ

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปเมืองตูริน (Turin) ทำอย่างไร?

คุณสามารถใช้บริการรถบัสและรถไฟไปเมืองตูรินได้จากเมืองใหญ่ของอิตาลีไม่ว่าจะเป็นโรม เจนัว เวนิส ฟลอเรนซ์ หรือเมืองรองลงมาอย่างเซียน่าและปิซ่าได้ไม่ยากนัก เพราะเมืองตูรินเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคครับ

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลและการจองต่างๆ ผมแนะนำให้ใช้เว็บ Omio เพื่อความสะดวกสบายครับ

ประหยัดค่าเข้าชมในเมืองตูรินอย่างไร?

เมืองตูรินมีพาสที่คุณสามารถซื้อได้อยู่สองแบบด้วยกัน แบบแรกคือ Torino-Piemonte Card ที่มีอายุ 1-5 วัน ซึ่งจะรวมค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแทบทั้งหมดในเมืองตูริน และให้ส่วนลดกับการใช้บริการกระเช้าหรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในเมืองครับ อย่างไรก็ดีถึงแม้จะซื้อบัตรแล้ว คุณก็ยังต้องจองคิวเข้าสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งอยู่ดีครับ ราคาจะเริ่มต้นที่ 29 ยูโรสำหรับ 1 วันครับ

แบบที่สองคือ Royal Pass ที่จะรวมเฉพาะค่าเข้าพระราชวังต่างๆ เท่านั้น แต่จะให้ส่วนลดกับสถานที่เที่ยวยอดนิยมอื่นๆ ค่าบริการจะอยู่ที่ 30 ยูโร แต่บัตรจะมีอายุนานถึง 4 วันครับ

การสัญจรในเมืองตูรินทำอย่างไร?

การเดินทางไปสถานที่เที่ยวต่างๆ ในเขตเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องยากเพราะว่ามีรถบัสและรถรางครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง อย่างไรก็ดีถ้าคุณต้องการความสะดวกสบายหรือความเป็นส่วนตัว แท็กซี่ก็มีให้ใช้บริการครับ

1. Musei Reali

Musei Reali หรือ Royal Museums เป็นพระราชวังที่เคยเป็นสถานที่พำนักของดยุคแห่งซาวอยซึ่งในเวลาต่อมาได้เลื่อนสถานะตนเองเป็นกษัตริย์แห่งซาร์ดิเนีย ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีได้มีการสร้างพระราชวังขนาดใหญ่หลายแห่งที่สวยงามและควรค่าต่อการไปเข้าชมอย่างยิ่งเลยครับ ปัจจุบันวังเหล่านี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ครับ

แห่งแรกที่คุณไปเยือนแน่นอนว่าคือ Royal Palace หรือ Palazzo Reale พระราชวังสไตล์ Baroque อันยิ่งใหญ่ที่เริ่มสร้า่งขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้มีการสร้างแต่งเติมตัววังให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกร่วมกับวังอีก 13 แห่งของดยุคแห่งซาวอยครับ

Palazzo Reale ที่เที่ยวเมืองตูริน

จุดต่อมาที่น่าสนใจคือ Royal Armoury หรือว่า Armeria Reale ที่เคยเป็นสถานที่เก็บของสะสมของราชินีแห่งซาวอยมาก่อน แต่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่เก็บอาวุธในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งกษัตริย์ชาร์ลส์ อัลเบิร์ตแห่งราชวงศ์ซาวอยได้กว้านซื้ออาวุธโบราณสมัยศตวรรษที่ 15-19 มาเก็บรักษาไว้ที่นี่ ทว่าหลังจากที่ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว โบราณวัตถุที่ไม่ใช่อาวุธก็ถูกนำมาจัดแสดงที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่ไฮไลท์ของที่นี่แน่นอนว่าเป็นอาวุธโบราณ ซึ่งมีมากเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยครับ

 Royal Armoury
by Leonid Andronov/ShutterStock

Royal Library – กษัตริย์ชาร์ลส์ อัลเบิร์ตคนเดิมทรงโปรดให้สร้างห้องสมุดหลวงขึ้นเพื่อเก็บรักษาหนังสือและเอกสารต่างๆ รวมไปถึงผลงานศิลปะบางส่วนที่ทรงได้ซื้อมา หนึ่งในนั้นมีลายเซ็นของดาวินชีด้วยครับ ปัจจุบันที่นี่ได้กลายเป็นห้องสมุดสาธารณะที่ให้บุคคลทั่วไปมายืมหนังสือและนั่งอ่านหนังสือได้ครับ

Savoy Gallery – พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เก็บรักษาคอลเล็คชั่นที่ดยุคและกษัตริย์ราชวงศ์ซาวอยได้ทรงเก็บรวบรวมสะสมเอาไว้ ด้านในมีผลงานของศิลปินจากในตูรินเอง รวมไปถึงงานของชาวอิตาเลียนและดัชต์อีกจำนวนหนึ่งด้วยครับ

Archaeological Museum – พิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่มีประวัติย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 17 และเก็บโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่ส่วนมากค้นพบในเขตเมืองตูริน บางชิ้นนั้นมีความเป็นมาตั้งแต่สมัยโรมันเลยครับ

Chapel of the Holy Shroud – โบสถ์ที่สร้างขึ้นที่เก็บรักษาผ้าโบราณที่มีใบหน้าของชายที่ถูกเสียชีวิตเพราะถูกทรมาน ซึ่งชาวคริสต์เชื่อว่าเป็นใบหน้าของพระเยซูคริสต์

Chapel of the Holy Shroud
by Marco Fine/ShutterStock

ทั้งนี้ดยุคแห่งซาวอยได้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1453 แต่โบสถ์นี้สร้างขึ้นช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เพื่อเก็บรักษาผ้าที่ว่านี้โดยเฉพาะครับ = ตัวโบสถ์นั้นถือว่าเป็นสุดยอดของสถาปัตยกรรมแบบ Baroque โดยเฉพาะตัวเพดานด้านในที่เรียงรายกันเป็นชั้นๆ และด้านบนสุดจะมีสัญลักษณ์ของ Holy Spirit ตั้งอยู่ครับ

Royal Garden – ปิดท้ายด้วยสวนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพระราชวังหลวง โดยตัวสวนจะแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนที่ใหญ่ที่สุดได้แก่ East Garden ที่ได้รับการจัดว่าเป็นหนึ่งในสวนที่งดงามที่สุดของอิตาลีครับ

2. Museo Egizio

นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์สถา่นแห่งชาติของอียิปต์ที่กรุงไคโรแล้ว ไม่มีสถานที่ใดจะมีโบราณวัตถุของอียิปต์โบราณเท่ากับ Museo Egizio ในเมืองตูรินแห่งนี้ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะกษัตริย์ชาร์ลส์ เฟลิกซ์ทรงซื้อมาจากกงสุลฝรั่งเศสที่ได้เก็บรวบรวมโบราณวัตถุจากอียิปต์ในช่วงปี ค.ศ.1824 ซึ่งมีตั้งแต่รูปปั้นไปจนถึงกระดาษปาปิรัสโบราณ หลังจากนั้นราชวงศ์ซาวอยก็ได้ซื้อโบราณวัตถุมาเพิ่มเติม เช่นเดียวกับการมอบให้ของรัฐบาลอียิปต์บางส่วนในยุคหลังครับ

Museo Egizio
by Romaans Drics/ShutterStock

ปัจจุบันในพิพิธภัณฑ์มีโบราณวัตถุของอียิปต์โบราณกว่า 37,000 ชิ้น (ดูตัวอย่างสิ่งของจัดแสดงได้ที่เว็บของพิพิธภัณฑ์) ชิ้นที่โด่งดังได้แก่ Turin Royal Canon ที่มีรายพระนามของฟาโรห์ที่ปกครองอียิปต์ และเป็นหนึ่งในเอกสารทางประวัติศาสตร์อียิปต์ที่ล้ำค่าที่สุด รวมไปถึง Book of the Dead ที่เก่าแก่ที่สุดที่พบ ณ ปัจจุบันด้วยครับ

3. Palazzo Madama

Palazzo Madama หรือ Madama Palace เป็นอีกหนึ่งพระราชวังของกษัตริย์ราชวงศ์ซาวอย แต่มีประวัติความเป็นมาย้อนไปได้ถึงสมัยโรมัน โดยในสมัยนั้นที่นี่เป็นประตูเมืองและที่ตั้งของกองบัญชาการของฝ่ายทหาร ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นป้อมปราการที่ใช้ป้องกันเมือง และตามมาด้วยเป็นพระราชวังสไตล์บารอคในช่วงศตวรรษที่ 18 ครับ

Palazzo Madama
by Mario Savoia/ShutterStock

อย่างไรก็ดีในสมัยศตวรรษที่ 19 กษัตริย์ชาร์ลส์ได้เปลี่ยนที่นี่เป็นสถานที่ประชุมของสมาชิกวุฒิสภา และต่อมาได้เป็นสถานที่ที่มีการประกาศการก่อตั้งประเทศอิตาลีในปี ค.ศ.1861 ด้วยครับ

ปัจจุบันที่นี่ได้กลายเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะหรือ Municipal Museum of Ancient Art ที่เก็บงานศิลปะตั้งแต่ยุคโรมันมาจนถึงยุค Renaissance ครับ ทั้งนี้ตัวพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ที่ Piazza Castello ไม่ไกลจาก Musei Reali ครับ

4. Mole Antonelliana

Mole Antonelliana เป็นอาคารที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของเมืองตูริน เนื่องด้วยมีหอคอยที่สูงถึง 168 เมตรที่สูงเหนือกว่าสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ในเมือง ในปัจจุบันคุณสามารถขึ้นไปชมวิวแบบพาโนรามาของเมืองตูรินบนหอคอยได้ด้วยครับ

Mole Antonelliana
by Fabio Lamanna/ShutterStock

ด้านในของอาคารนั้นได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ Museo Nazionale Del Cinema ที่ให้คุณได้เรียนรู้เทคนิคการถ่ายทำต่างๆ อย่างเช่นการใช้แสง การใช้กล้อง แบบประสบการณ์ตรง นอกจากนี้ยังจัดแสดงสิ่งของเก่าๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการถ่ายทำภาพยนตร์ในอดีตด้วยครับ

5. Basilica di Superga

ในปี ค.ศ.1706 ดยุควิกเตอร์แห่งซาวอยได้เดินทางมาที่นี่เพื่อมาตรวจสอบการโจมตีของกองทัพฝรั่งเศสและสเปนที่กำลังเข้าตีเมืองตูรินในเวลานั้น โดยพระองค์ได้ลั่นวาจาไว้ว่าถ้าพระองค์ได้รับชัยชนะ พระองค์จะสร้างอนุสรณ์ขนาดใหญ่ขึ้นที่ภูเขา Superga แห่งนี้

Basilica di Superga
by PietroEb/ShutterStock

ปรากฏว่าเจ้าชายยูจีนแห่งซาวอย (Prince Eugene of Savoy) ได้นำกองทัพสามหมื่นคนมาสนับสนุน และเข้าตีทหารฝรั่งเศสที่มีมากกว่าจนต้องถอยไป หลังจากนั้นดยุควิกเตอร์จึงได้โปรดให้สร้างขึ้นมหาวิหารขึ้นที่นี่ในนาม Basilica di Superga ครับ

ตัวมหาวิหารสร้างขึ้นในสไตล์ Baroque อย่างสวยงาม หลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว ที่นี่ได้กลายเป็นสุสานหลวงที่ใช้ฝังพระศพของดยุคและกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซาวอยแทบทุกพระองค์ครับ แน่นอนว่าคุณสามารถเข้าไปชมได้เช่นกัน

6. Borga e Rocca Medievale

Borga e Rocca Medievale หรือ Borgo Medievale เป็นหมู่บ้านแบบศตวรรษที่ 15 ที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อให้เป็นสถานที่จัดแสดงในงาน Italian General Exhibition เพื่อจำลองวิถีชีวิตในช่วงยุคศักดินา ศูนย์กลางของหมู่บ้านจะมีปราสาทตั้งอยู่ และมีบ้านเรือนต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโปให้ได้ชมครับ เช่นเดียวกับร้านค้าอีกหลายแห่งที่ให้คุณได้จับจ่ายซื้อของที่ระลึกด้วยเช่นกัน

Borgo Medievale
by Sangermano Antonio/ShutterStock

ใกล้กับหมู่บ้านแห่งนี้คือ Parco del Valentino หรือ Valentino Park สวนแบบอิตาเลียนขนาดใหญ่ที่สวยงามในทุกฤดู ด้านในสวนมีสวนพฤกษศาสตร์ รวมไปถึงอาคารสำคัญอย่าง Castello del Valentino วังเก่าของราชวงศ์ซาวอยที่ได้เป็นสถานที่ตั้งของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตูรินครับ

Castello del Valentino
by Volodymyr Dvornyk/ShutterStock

7. Church of San Lorenzo

Church of San Lorenzo เป็นโบสถ์สมัยศตวรรษที่ 17 ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Baroque จุดเด่นสำคัญของที่นี่คือสถาปนิกได้มีการสร้างโดยใช้หลักของ optical illusion ในด้านในอาคาร กล่าวคือรูปทรงต่างๆ จะถูกเปลี่ยนสลับไปมา (วงกลม แปดเหลี่ยมไปจนถึงไม้กางเขน) แล้วแต่ว่าคุณจะมองมุมไหน

Church of San Lorenzo
by Claudio Divizia/ShutterStock

หลักการสร้างแบบนี้เป็นผลงานระดับ masterpiece ของ Guarino Guarini ที่เรียกได้ว่าสุดยอดครับ ที่นี่ถือว่าน่าไปชมอย่างยิ่งครับ

Church of San Lorenzo
by Claudio Divizia/ShutterStock

8. Reggia di Venaria

Reggia di Venaria หรือ Royal Palace of Venaria เป็นพระราชวังซาวอยที่ตั้งอยู่นอกเมืองตูริน (ห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร) โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักยามล่าสัตว์ของดยุคแห่งซาวอย ตัวอาคารและสวนของที่นี่งดงามมาก และเป็น a must อีกแห่งถ้าคุณได้ไปเยี่ยมเยือนเมืองตูรินครับ

Royal Palace of Venaria
by Pyma/ShutterStock

จุดที่น่าสนใจในพระราชวังแห่งนี้ได้แก่

Reggia – หรือตัวพระราชวังที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Baroque ด้านในมี Hall of Diana ห้องโถงใหญ่สีขาวที่สวยงามตระการตา และประดับประดาด้วยภาพเขียนที่แสดงถึงการล่าสัตว์ ไปจนถึง Great Gallery โถงทางเดินสุดอลังการที่เชื่อมห้องพักของกษัตริย์กับมงกุฎราชกุมารแห่งซาวอย

Great Gallery
Great Gallery by Ilcontex/ShutterStock

นอกจากนี้ยังมี Church of St.Hubert โบสถ์หลังใหญ่ที่มีแท่นบูชาที่สวยอลังการ และโรงม้าสไตล์ Baroque อย่าง Juvarra Stables ที่แสดงถึงความมั่งคั่งของราชวงศ์ซาวอยได้เป็นอย่างดีครับ

The Garden – สื่งแรกที่คุณควรไปชมคือ Water Theatre ที่มีน้ำพุนับร้อยที่มีที่มากว่า 200 ปีจะพุ่งขึ้นมาต้อนรับผู้มาเยือนพระราชวังแห่งนี้ ช่วงกลางคืนนั้นจะมีการแสดงแสงสีเสียงที่น่าชมมากครับ

The Garden
by gab90/ShutterStock

ตัวสวนของพระราชวังนั้นใหญ่มาก โดยแบ่งออกได้เป็น Upper Park, Lower Park, Central Alley ซึ่งแต่ละส่วนนั้นจะมีสวนแยกย่อยลงไปอีกอย่างเช่นสวนกุหลาบ (Rose Garden) หรือ The Gran Parterre ที่ใช้ต้อนรับแขกเมืองครับ ถ้าคุณชอบสวนสวยๆ แล้วนั้น ผมบอกได้เลยว่าคุณเดินได้เป็นชั่วโมงครับ

Castle of La Mandria – ปราสาทที่เป็นสถานที่พักตากอากาศของผู้ปกครองราชวงศ์ซาวอยในช่วงศตวรรษที่ 19 ในอาคารมีห้องประมาณ 20 ห้อง ซึ่งคุณสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของกษัตริย์แห่งซาวอยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอย่างดีครับ

9. ชมพิพิธภัณฑ์อื่นๆ

นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์ที่ผมได้แนะนำไปแล้ว เมืองตูรินยังมีพิพิธภัณฑ์อีกมากมายที่ควรค่าต่อการไปเยือน อาทิเช่น

Galleria Sabauda – พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงผลงานชั้นยอดของจิตรกรชาวอิตาเลียนและดัชต์ ซึ่งรวมไปถึงงานของ Van Dyck และ Rembrandt ครับ

Galleria Sabauda
by Takashi Images/ShutterStock

Museo Nazionale dell’Automobile – พิพิธภัณฑ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่นี่จัดแสดงยานยนต์เก่าๆ โดยเฉพาะจากยุคคลาสสิคของบริษัทรถยนต์อย่าง Fiat และ Alfa Romeo รวมไปถึงแบรนด์อื่นๆ อย่างเช่น Ferrari ด้วยครับ

GAM Torino – พิพิธภัณฑ์แห่งแรกของอิตาลีที่จัดแสดงผลงานศิลปะแบบโมเดิร์นและร่วมสมัย ส่วนมากจะเป็นผลงานจากสมัยศตวรรษที่ 18-20 ครับ

Museo d’Arte Orientale – พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันออกที่ตั้งอยู่ใน Palazzo Mazzonis ที่นี่จัดแสดงโบราณวัตถุจากเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึง จีน ญี่ปุ่น และตะวันออกกลางครับ

National Museum of the Italian Risorgimento – ตั้งอยู่ใน Carignano Palace วังเก่าของราชวงศ์ซาวอย โดยที่นี่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวของยุค Risorgimento หรือยุคที่รัฐต่างๆ ในอิตาลีรวมตัวกันเป็นประเทศไปจนถึงช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ครับ

Carignano Palace ที่เที่ยวตูริน
by Renata Sedmakova/ShutterStock

10. Allianz Stadium

Allianz Stadium เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลยูเวนตุส หรือยูเว่ ทีมชั้นนำของลีคอิตาลี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นมหาอำนาจทางฟุตบอล และมีแฟนบอลมากมายรวมไปถึงในประเทศไทยด้วยครับ

ทั้งนี้คุณสามารถซื้อทัวร์เพื่อเข้าชมตัวสนามได้ ซึ่งรวมไปถึงห้องแต่งตัวของนักเตะ หรือว่าไปเยี่ยมเยือน Juventus Museum พิพิธภัณฑ์ที่เล่าถึงความยิ่งใหญ่ของสโมสรยูเวนตุสครับ

แต่ถ้ามีโอกาส ผมแนะนำให้เข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลในสนามแห่งนี้สักครั้งเพื่อสัมผัสการเชียร์ฟุตบอลอัน hardcore ของชาวเมืองตูรินครับ

11. Piazza San Carlo

Piazza San Carlo เป็นจัตุรัสที่สวยที่สุดในเมืองตูริน ตัวจัตุรัสถูกโอบล้อมด้วยโบสถ์อันสวยงาม เช่นเดียวกับอาคารแบบสมัยศตวรรษที่ 19 ที่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นร้านค้าและคาเฟ่เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงร้านค้าต่างๆ ที่นี่จึงเป็นสถานที่ช้อปปิ้งชั้นนำแห่งหนึ่งของเมืองครับ

Piazza San Carlo
by Sean Pavone/ShutterStock

ตรงกลางจัตุรัสประดิษฐานอนุสาวรีย์ของ Emmanuel Philibert ดยุคแห่งซาวอยที่ครองตำแหน่งในช่วงศตวรรษที่ 16 ผู้ย้ายเมืองหลวงจาก Chambery (ปัจจุบันอยู่ในฝรั่งเศส) มายังตูรินครับ

12. Palazzina di Caccia di Stupinigi

Palazzina di Caccia di Stupinigi เป็นวังอีกหนึ่งแห่งเพื่อรองรับกษัตริย์ราชวงศ์ซาวอยเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมาล่าสัตว์ร่วมกับเชื้อพระวงศ์ยุโรปอื่นๆ ตัววังใช้เวลาสร้างอย่างยาวนานโดยเริ่มต้นตั้งแต่สมัย ค.ศ.1729 จวบจนสิ้นสุดศตวรรษที่ 19 (นานเพราะการสร้างแต่งเติม)

Palazzina di Caccia di Stupinigi
by Claudio Divizia/ShutterStock

ด้านในได้รับการตบแต่งแบบสไตล์บารอคที่หรูหรางานสร้าง คุณจะได้ชมห้องพักของกษัตริย์และราชินีและซาวอย ไปจนถึงห้องสมุด และโบสถ์ส่วนพระองค์ที่ล้วนแต่งดงามน่าไปชมอย่างยิ่งครับ

13. Porta Palatina

Porta Palatina เป็นสิ่งก่อสร้างน้อยแห่งที่หลงเหลือมาตั้งแต่ครั้งยุคโรมัน ในอดีตที่นี่เป็นหนึ่งในประตูใหญ่ที่เป็นทางเข้าออกเมืองครับ ตัวประตูยังอยู่ในสภาพที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ และน่าจะเป็นประตูเมืองโรมันที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยครับ

Porta Palatina ที่เที่ยวเมืองตูริน
by SerFF79/ShutterStock

ประตูแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยอิฐสีแดง และมีหอคอยขนาบสองข้าง ส่วนตรงกลางเป็นประตูโค้งที่เป็นทางเข้าออกครับ

14. ชิมอาหารพื้นเมือง

อาหารของตูรินนั้นเป็นอาหารอิตาเลียนแบบ Piedmontese แม้ว่าชื่อเสียงของเมนูอาจจะไม่ได้เลื่องลือเท่ากับโบโลญญ่า แต่ก็อร่อยไม่แพ้กันครับ เมนูที่น่าลองประกอบด้วย

Vitello Tonnato
Vitello Tonnato by Alexander Prokopenko/ShutterStock
  • Vitello Tonnato – เนื้อลูกวัวคลุกเคล้ากับซอสพิเศษที่ทำมาจากไข่ ทูน่า เครื่องเทศ และแอนโชวี เมนูนี้เป็นเมนูเก่าแก่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 เลยครับ
  • Tajarin – พาสต้าที่ใส่ไข่ลงไปในตัวเส้น ชาวเมืองตูรินรับประทานมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 แล้วครับ
  • Insalata Russa – หรือสลัดรัสเซีย มักจะใช้เสิร์ฟให้กับเชื้อพระวงศ์ซาวอย ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าทำไมถึงเรียกว่าสลัดรัสเซีย บ้างว่าตั้งชื่อให้เป็นเกียรติกับซาร์แห่งรัสเซียที่เสด็จมายังตูรินครับ
  • Fricio – เค้กแบบนุ่มก้อนกลมโรยด้วยน้ำตาล เป็นเมนูของหวานที่ใครๆ ก็หลงรักครับ

15. ช้อปปิ้ง

นอกเหนือจาก Piazza San Carlo แล้วนั้น เมืองตูรินยังมีสถานที่ช้อปปิ้งที่น่าไปละลายเงินยูโรหลายแห่ง อย่างเช่น Galleria Subalpina ห้างสรรพสินค้าที่ตบแต่งในสไตล์ Art Nouveau หรือว่าถนนคนเดิน Via Garibaldi ที่ยาวเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป เช่นเดียวกับ Via Roma และ Via Lagrange และ Via Carlo Alberto ครับ

Galleria Subalpina
by BearFotos/ShutterStock

สำหรับใครที่ชอบเดินตลาด Porta Palazzo น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ

References

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

Most Popular

error: Content is protected !!