หน้าแรกญี่ปุ่นคิวชู5 ที่เที่ยวอุสุกิ (Usuki) และกิจกรรมน่าสนใจไม่ควรพลาด

5 ที่เที่ยวอุสุกิ (Usuki) และกิจกรรมน่าสนใจไม่ควรพลาด

-

บทความของผมจะหาเจอยากขึ้นจาก search engine ถ้าเป็นไปได้โปรดเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อเข้าถึงบทความหรือแพลนทริปฟรี ซึ่งอำนวยความสะดวกคุณในการเดินทางครั้งต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเพื่อน

อุสุกิ (Usuki) เป็นเมืองโบราณในจังหวัดโออิตะที่มีชื่อเสียงว่ามีพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นจากหินมากที่สุดของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น Creative City of Gastronomy ขององค์การยูเนสโก ด้วยความที่มีอาหารและเครื่องดื่มอันเลิศรสหลากหลายครับ

ดังนั้นที่นี่จึงเป็นเมืองที่น่าสนใจไม่แพ้เมืองท่องเที่ยวที่ชื่อเสียงกว่าของจังหวัดโออิตะ อย่างเบปปุครับ สำหรับบทความนี้จะแนะนำคุณไปรู้จักกับเมืองอุสุกิโดยคร่าวๆ ก่อนที่จะแนะนำสถานที่และกิจกรรมอันน่าสนใจเป็นลำดับต่อไปครับ

รู้จักอุสุกิ (Usuki)

อุสุกิตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของจังหวัดโออิตะ ทั้งนี้พื้นที่บริเวณนี้น่าจะมีผู้อยู่อาศัยมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 12 ซึ่งเป็นช่วงที่หมู่พระพุทธรูปหินอันเป็นปูชนียสถานที่ล้ำค่าที่สุดของเมืองได้รับการสร้างขึ้นครับ

ในช่วงศตวรรษที่ 16 อุสุกิกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญของโอโตโมะ โซริน (Otomo Sorin) ไดเมียวคนสำคัญของเกาะคิวชูที่นับถือศาสนาคริสต์ และครอบครองพื้นที่มากที่สุดในเกาะคิวชูในยุคนั้น เขาได้พัฒนาอุสุกิเป็นเมืองท่าที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้ากับชาติตะวันตก (Nanban) วัฒนธรรมของเมืองจึงได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่เหมือนกับที่ใดในญี่ปุ่น

พระหินที่อุสุกิ
by kai keisuke/ShutterStock

อย่างไรก็โอโตโมะ โซรินได้พ่ายแพ้ในการรบต่อตระกูลชิมาสุ (Shimazu Clan) ทั้งๆ ที่มีกำลังทหารมากกว่าที่ยุทธการแห่งมิมิกาวะ ทำให้ตระกูลโอโตโมะเสื่อมลง เช่นเดียวกับความรุ่งโรจน์ของเมืองอุสุกิด้วยครับ

ช่วงสมัยเอโดะ เมืองนี้เป็นสถานที่ซึ่งชาวดัชต์ได้เดินทางมาถึงญี่ปุ่น และได้เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐบาลโชกุน ด้วยการช่วยเหลือปราบปรามกบฏชิมาบาระ ทำให้ชาวดัชต์เป็นชาวยุโรปเพียงชาติเดียวที่มีสิทธิ์การค้าขายในประเทศ (Exclusive Rights) นับตั้งแต่บัดนั้น เพราะรัฐบาลโชกุนได้ขับไล่ชาวยุโรปอื่นๆ ออกไปทั้งหมด (เพราะสนับสนุนพวกกบฏที่เป็นคริสเตียน)

เมืองอุสุกิ (Usuki)
by TETSU Snowdrop/ShutterStock

ช่วงศตวรรษที่ 17 หรือต้นยุคเอโดะเป็นช่วงที่อุสุกิเริ่มกลายเป็นเมืองอาหารอย่างเต็มตัว ที่นี่กลายเป็นสถานที่ผลิตมิโซะ โชยุ ไปจนถึงสาเกคุณภาพเยี่ยม ทำให้ที่นี่มีวัฒนธรรมอาหารที่แข็งแกร่งมาจนถึงปัจจุบันครับ

ข้อควรทราบ

การเดินทางไปเมืองอุสุกิ (Usuki) ทำอย่างไร?

สำหรับนักเดินทางส่วนใหญ่นั้น การเดินทางไปอุสุกิจากเมืองต่างๆ ของคิวชู (อย่างเช่นฟุกุโอกะ) นั้นควรต้องไปตั้งต้นที่เมืองโออิตะ (Oita City) ก่อน หลังจากนั้นก็นั่ง local train ไปยังเมืองอุสุกิครับ ยกเว้นคุณอยู่ที่เมืองที่ JR Nippo Line ผ่าน (เช่นคิตะคิวชูหรือ Kokura Station, เบปปุ ฯลฯ) ในกรณีนี้คุณสามารถนั่งรถไฟไปได้โดยตรง

รายละเอียดเพิ่มเติมผ่านได้จาก JR Kyushu แต่ในการใส่ชื่อสถานีนั้นโปรดระวัง เพราะในคิวชูนั้นมีเมืองชื่ออุสุกิ (Usuki) อยู่สองแห่ง ซึ่งเมืองที่คุณควรจะเลือกก็คือ Usuki (Oita) ครับ

1. พระพุทธรูปหินอุสุกิ

พระพุทธรูปหินอุสุกิ (Usuki Stone Buddhas) หรืออุสุกิเซกิบุตสึ (Usuki Sekibutsu) เป็นหมู่พระพุทธรูปหินที่มีจำนวนมากที่สุดของญี่ปุ่น โดยสร้างขึ้นช่วงสมัยเฮอันและคามาคุระ (ยังไม่ปรากฏเวลาที่แน่ชัด) องค์พระเหล่านี้ได้รับการแกะสลัก และประดิษฐานเข้าไปบริเวณหน้าผา (ซึ่งเกิดจากการปะทุและระเบิดมาจากภูเขาไฟอาโซะ) อย่างสวยงามมาก โดยเฉพาะองค์พระไดนิจิเนียวไรที่ได้รับการยกย่องว่างามเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยครับ

พระพุทธรูปหินอุสุกิ
by TETSU Snowdrop/ShutterStock

ปัจจุบันองค์พระที่หลงเหลืออยู่ในเขตปูชนียสถานเหลือทั้งหมด 61 องค์ด้วยกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนที่ให้คุณเดินชมได้อย่างอิสระ ใกล้กับองค์พระมีสระบัวตั้งอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสถานที่จัดเทศกาลดอกบัวในช่วงฤดูร้อนครับ เช่นเดียวกับวัดมังกะสึจิ (Mangatsuji Temple) ที่เชื่อกันว่า

ในการเดินทางนั้น คุณจะต้องใช้รถบัสไปจากตัวเมืองอุสุกิ ซึ่งมีไม่บ่อยนัก เพราะฉะนั้นนักเดินทางบางส่วนจึงนั่งแท็กซี่ออกไปจากตัวเมือง หรือแม้ว่าเช่ารถหรือเช่าจักรยานครับ

2. ปราสาทอุสุกิ

ปราสาทอุสุกิ (Usuki Castle) เป็นปราสาทมันรุ่งโรจน์ที่สร้างขึ้นโดยโอโตโมะ โซริน ไดเมียวที่นับถือศาสนาคริสต์ แต่เจ้าของเองก็อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะพ่ายแพ้ต่อตระกูลชิมาสุในเวลาต่อมา ปราสาทแห่งนี้ถูกเปลี่ยนมือไปมาจนสุดท้ายก็เป็นของตระกูลอินาบะ (Inaba Clan) ที่ปกครองเมืองจากที่นี่เป็นเวลานานอีกสองร้อยกว่าปี จนกระทั่งสิ้นสุดสมัยเอโดะครับ

ปราสาทอุสุกิ
by linegold/ShutterStock

ในปี ค.ศ.1872 ตัวปราสาทได้ถูกรื้อถอนตามคำสั่งของรัฐบาลญี่ปุ่นเช่นเดียวกับปราสาทหลังอื่นๆ ในประเทศ (ยกเว้นปราสาทบางหลังอย่างเช่นปราสาทฮิเมจิและมัตสึโมโตะ) โดยในปัจจุบันเหลือเพียงแค่หอรบและกำแพงหินบางส่วนเท่านั้นครับ

อย่างไรก็ดีที่นี่ได้กลายเป็นสวนสาธารณะที่มีการปลูกต้นซากุระไว้มากมาย ทำให้ที่นี่เป็นจุดชมซากุระที่ยอดเยี่ยม เพราะสวยงามทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนครับ

3. ย่านเมืองเก่า

ย่านเมืองเก่า (Usuki Old Town) หรือย่านซามูไร (Samurai District) เป็นเขตเมืองเก่าของอุสุกิที่มีความเป็นมาย้อนไปได้ถึงสมัยเอโดะ สองฝั่งของย่านเมืองเก่านั้นเป็นอาคารโบราณที่เรียงรายกันไป ที่นี่จึงเป็นหลักฐานแสดงถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ของเมืองได้เป็นอย่างดีครับ

ศูนย์กลางของย่านเมืองเก่าคือ ถนนนิโอซะ (Nioza Road) ถนนหินซึ่งยาวประมาณ 200 เมตร ในอดีตเคยเป็นบ้านพักของซามูไรจำนวนมาก ทำให้ที่นี่ได้รับสมญาว่าเป็นย่านซามูไรนั่นเองครับ

ย่านเมืองเก่าอุสุกิ
by kimichan/ShutterStock

บ้านพักหลังที่สำคัญที่สุดในย่านนี้คือบ้านอินาบะ (Inaba Residence) ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของตระกูลอินาบะที่ปกครองที่นี่มานานกว่า 2 ศตวรรษ แต่บ้านหลังนี้ไม่ได้สร้างขึ้นตอนที่ตระกูลนี้ปกครองอุสุกิ แต่สร้างขึ้นหลังจากที่ระบบไดเมียวถูกยกเลิกไปแล้วในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยตระกูลอินาบะใช้ที่นี่เป็นบ้านพักเวลากลับมาเยี่ยมเยือนอุสุกิครับ

ขนานกับถนนนิโอซะคือถนนฮัคโจ โอจิ (Haccho Oji) ซึ่งในอดีตเป็นถนนของเหล่าพ่อค้า ปัจจุบันแน่นอนว่ากลายเป็นถนนคนเดินที่มีร้านค้าต่างๆ ที่ขายสินค้าพื้นเมืองครับ

4. ชมเทศกาลต่างๆ

นอกเหนือจากเทศกาลที่ผมได้แนะนำไปแล้วนั้น เมืองอุสุกิมีเทศกาลที่น่าสนใจอีกไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น

Usuki Takeyoi – จัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยทั้งตัวเมืองจะถูกประดับประดาด้วยโคมไฟไม้ไผ่ในตอนกลางคืน ทำให้บรรยากาศอบอุ่น และโรแมนติกอย่างมากเลยครับ

Usuki Gion Festival – เทศกาลฤดูร้อนคล้ายกับที่เกียวโตแต่เล็กกว่ามาก โดยจะเป็นเทศกาลที่มีขบวนแห่พื้นเมืองอันสวยงามอลังการซึ่งจัดขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ.1643 ครับ

5. ลิ้มลองอาหารพื้นเมือง

อุสุกิเป็นเมืองที่มีอาหารพื้นเมืองที่โดดเด่นมาก และไม่ควรพลาดทุกประการ เมนูที่ควรลองมีมากมาย อาทิเช่น

  • O-han หรือ Ouhan – ข้าวสีเหลืองที่เชื่อกันว่าน่าจะมีที่มาจาก paella หรือข้าวผัดแบบสเปน
  • ปลาปักเป้า – หรือฟุกุ แม้ว่าจะไม่ได้ผลิตมากเหมือนกับชิโมโนเซกิ แต่ที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องเนื้อปลาปักเป้าคุณภาพเยี่ยม และน่าจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการลิ้มลองเมนูนี้ครับ (แต่ก็ลองด้วยความเสี่ยงอยู่ดีครับ)
  • Kirasu-mameshi – เมนูที่มีที่มาจากช่วงสมัยเอโดะที่มีภาวะขาดอาหาร ทำให้ชาวเมืองต้องใช้วัตถุดิบทุกชนิดที่เหลืออยู่ เนื้อปลาที่เหลืออยู่ถูกนำมาคลุกด้วยถั่วเหลือง (เพื่อเพิ่มปริมาณ)
  • ไอศกรีม Soft-Serve

References

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwat
ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะถ้าทริปนั้นได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่จ่ายไป ทั้งนี้ผมรักที่จะค้นหาธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เดินทางไปครับ

ติดตาม Tourist Sense

แนะนำสำหรับช่วงฤดูร้อน

โรงแรมน่าจองในโตเกียว

บทความล่าสุด

error: Content is protected !!